“มะเร็ง” คืออะไร?

เนื้อหาโดยสรุป

“มะเร็ง” คืออะไร?

หากต้องการทราบวิธีจัดการปัญหา ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนว่าปัญหาคืออะไร และเหตุใดมันจึงเป็นปัญหา เมื่อนั้นถึงจะสามารถกำหนดวิธีแก้ไขปัญหาอย่างมีเหตุผลได้ ดังนั้นจึงเป็นที่มาของหัวข้อนี้ว่า“มะเร็ง” คืออะไร?

แม้ว่าชาวอียิปต์โบราณจะมีบันทึกไว้และพบในกระดูกของมัมมี่ แต่ฮิปโปเครตีส (“บิดาแห่งการแพทย์”) เป็นคนแรกที่ใช้คำว่า carcinos และ carcinoma เมื่อพูดถึงเนื้องอกที่ไม่ก่อให้เกิดแผลและเนื้องอกที่ก่อให้เกิดแผล ในภาษากรีก คำเหล่านี้หมายถึง “ปู (Crab)” คาดว่าที่ตั้งชื่อเช่นนี้เพราะเนื้องอกมีส่วนที่ยื่นออกมาคล้ายนิ้ว เซลซุส (28-50 ปีก่อนคริสตกาล) แปลคำว่า “ปู (Crab)” เป็นภาษาละตินว่า “มะเร็ง (Cancer)” ประมาณหนึ่งร้อยปีต่อมา แพทย์ชาวอิตาลี เกเลน (ค.ศ. 130-200) เริ่มใช้คำภาษากรีก “onkos” ซึ่งแปลว่า “มวล (mass)” หรือ “ภาระ (burden)” คำนี้ได้กลายเป็นรากศัพท์ของสาขาวิชามะเร็งวิทยา (oncology) — การศึกษาเรื่อง ‘มะเร็ง’

‘มะเร็ง’

ในปี ค.ศ. 1931 นักเคมีและแพทย์ชาวเยอรมันท่านหนึ่งได้รับรางวัลโนเบลสาขาการแพทย์และสรีรวิทยาจาก “การค้นพบลักษณะทางธรรมชาติและวิธีการทำงานของเอนไซม์ในการหายใจระกับเซลล์เพื่อสร้างเป็นพลังงาน” เขาค้นพบว่าเนื้องอกผลิตกรดแลคติคในปริมาณมาก ซึ่งหมายความว่าพวกมันกำลังหมักกลูโคสแทนที่จะใช้วิธีการสร้างพลังงานแบบปกติ “ออกซิเดทีฟฟอสฟอริเลชัน” (“ox-phos”) ที่มีประสิทธิภาพมากกว่า ผ่านการใช้กลูโคสเป็นเชื้อเพลิง ร่วมกับออกซิเจนดังนั้น แทนที่จะสร้างพลังงาน 36 โมเลกุล (ATP) จากกลูโคส 1 โมเลกุลในระหว่างการ ‘ox-phos’ การหมักกลูโคสแบบง่าย ๆ โดยไม่มีออกซิเจนส่งผลให้เกิดโมเลกุลพลังงานเพียง 2 โมเลกุล (ATP)’ Dr. Otto Warburg กล่าวในสุนทรพจน์ว่า “สรุปสั้น ๆ ได้ว่าสาเหตุสำคัญของโรคมะเร็งคือการเปลี่ยนการสร้างพลังงานในกระบวนการหายใจระดับเซลล์ที่ใช้ออกซิเจนแบบปกติ เป็นการสร้างพลังงานผ่านการหมักน้ำตาลแทน”

ดังที่เห็นทางด้านซ้าย เมื่อมีออกซิเจน น้ำตาลกลูโคสจะเปลี่ยนเป็นไพรูเวตและเข้าสู่ไมโตคอนเดรียพร้อมกับออกซิเจนเพื่อสร้างเป็นพลังงาน 36 หน่วย ATP ในขณะที่เมื่อไม่มีออกซิเจน (ไม่ว่าด้วยเหตุผลใดก็ตาม) น้ำตาลกลูโคสจะยังคงกลายเป็นไพรูเวต แต่จากนั้นจะกลายเป็นแลคเตต (กรดแลคติค) ให้พลังงานแค่ 2 หน่วย ATP

ทางด้านขวาของรูปด้านบน จะเห็นได้ว่า ไม่ว่าจะมีออกซิเจนหรือไม่ก็ตาม เซลล์ของเนื้องอกจะสามารถหมักน้ำตาลกลูโคสเพื่อสร้างเป็นพลังงานได้ถึง 85% และมีเพียง 5% เท่านั้นที่ผสมกับออกซิเจนในไมโตคอนเดรีย ที่จริงแล้ว กระบวนการนี้เรียกว่า “วาร์เบิร์กเอฟเฟกต์” ซึ่งเป็นลักษณะเดียวที่พบได้ใน ‘มะเร็ง’ ทุกรูปแบบ

เนื่องจากวิธีนี้เป็นวิธีการสร้างพลังงานที่มีประสิทธิภาพน้อยกว่า เซลล์จึงต้องปรับเปลี่ยนเพื่อให้ได้เชื้อเพลิง (กลูโคส) เพิ่มขึ้นถึง 19 เท่า เนื่องจากเป็นการตอบสนองที่ปรับเปลี่ยนเพื่อให้เซลล์อยู่รอดได้ตลอดเวลา เซลล์จะส่งสัญญาณไปที่นิวเคลียสเพื่้อหยุดการทำงานของยีนบางตัว และทำให้ยีนที่เคยหยุดการทำงานไว้ตัวอื่น ๆได้รับการเปิดกลับมาทำงานอีกครั้ง รวมไปถึงการส่งเสริมการทำงานของยีนบางส่วนที่ทำงานอยู่แล้วให้สามารถทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพเพื่อให้ได้พลังงานตามที่เซลล์จำเป็นต้องใช้ถึงแม้ว่าการสร้างพลังงานในรูปแบบการหมักน้ำตาลนั้นจะเป็นการสร้างพลังงานที่ไม่เพียงพอต่อการใช้งานของเซลล์ก็ตาม

เป็นที่ทราบกันดีว่าการที่เซลล์มะเร็งสามารถส่งสัญญาณการเจริญเติบโตที่ผิดปกติ เช่น เติบโตโดยไม่จำกัดนั้น ได้รับการส่งเสริมด้วยการสร้างพลังงานผ่านการหมักกลูโคสซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงเพื่อการอยู่รอด

ในปี ค.ศ. 1956 Dr. Otto Warburg ยังได้ตั้งสมมติฐานต่อไปว่าการหายใจระดับเซล์ของไมโตคอนเดรียและกระบวนการเกิดออกซิเดทีฟฟอสฟอริเลชันในเซลล์มะเร็งนั้น “ถูกทำลาย” และนำไปสู่การปรับตัว หรือ การชดเชยการสร้างพลังงานให้ได้มากขึ้นผ่านการหมักน้ำตาล (ไกลโคไลซิส)

เรื่องนี้ถูกวิจัยและได้รับการยืนยันโดยผู้เชียวชาญหลายท่าน แต่ Thomas Seyfried ผู้จบปริญญาเอกจากวิทยาลัยบอสตันกลายเป็นผู้สนับสนุนที่มีชื่อเสียงในการรื้อฟื้นการค้นพบของ Warburg และได้นำหัวข้อนี้กลับมาเป็นหัวข้อที่พูดถึงอีกครั้งในสาขามะเร็งวิทยาในยุคปัจจุบัน

Dr. Seyfried ตีพิมพ์รายงานฉบับแรกของเขาในปี ค.ศ. 2010 ซึ่งแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าคุณสมบัติหลักทั้งหมดของเซลล์มะเร็งนั้นเชื่อมโยงกับการทำงานของไมโตคอนเดรียที่บกพร่อง ไม่ใช่การกลายพันธุ์ เซลล์มะเร็งจะตอบสนองโดยการปรับตัวผ่านการค่อย ๆ เปลี่ยนไปใช้การหมักโดยใช้กลูโคสและกลูตามีนเป็นแหล่งพลังงาน ในความเป็นจริงแล้ว การกลายพันธุ์ที่ก่อให้เกิดมะเร็งนั้นเป็นไปได้ยากมาก และยิ่งไปกว่านั้น ความผิดปกติทางพันธุกรรมที่เกิดขึ้นมากมายที่พบในมะเร็งส่วนใหญ่นั้นเป็นผลลัพธ์ของการปรับตัวของเซลล์มะเร็งจากความผิดปกติของไมโตคอนเดรียเพื่อการอยู่รอด แน่นอนว่าเมื่อเกิดการกลายพันธุ์ของยีนขึ้น ยีนเหล่านี้ทำให้เกิดความบกพร่องของไมโตคอนเดรียมากขึ้น และทำให้เกิดการสร้างพลังงานผ่านการหมักน้ำตาลกลูโคสแทนการกระบวนการหายใจระดับเซลล์แบบปกติ

เนื่องจากคำว่า มะเร็ง ก่อให้เกิดการตอบสนองทางอารมณ์ที่รุนแรงและสื่อไปถึงความรู้สึกว่าการเป็นมะเร็งนั้นนำไปสู่ “ความตายที่แน่นอน” คำนี้จึงควรสงวนไว้ใช้สำหรับราศีในภาษาอังกฤษมากกว่า เนื่องจากราศี Cancer คือ ราศีกรกฎ มาจากภาษาลาตินแปลว่า ปู นอกจากนี้ คำว่า มะเร็ง ไม่ได้สื่อถึงอะไรนอกจากก่อให้เกิดความวิตกกังวลและความกลัวอันทำให้จิตใจของผู้ป่วยเศร้าหมอง และมีผลต่อความคิดความอ่านทำให้ไม่สามารถรับรู้ และ ประมวลข้อมูลได้ตามปกติ ความโศกเศร้าที่เกิดขึ้นจากคำว่ามะเร็งนี้ยังมีผลกดระบบภูมิคุ้มกันโดยตรง และขัดขวางไม่ให้ผู้ป่วยมีความคิดอ่านที่ชัดเจนและตัดสินใจได้อย่างเป็นเหตเป็นผลเหมือนเดิม ก่อนที่ผู้ป่วยจะพบว่าตัวเองเป็นมะเร็ง เพราะเมื่อเป็นมะเร็งแล้ว คำถามที่สำคัญมากที่ผู้ป่วยจำเป็นต้องตัดสินใจคือ “ตอนนี้ฉันควรทำอะไรดี?”

ดังนั้นเมื่อเราเข้าใจว่าคำว่ามะเร็งมีผลต่อผู้ป่วยขนาดไหน จากนี้ไป จะไม่มีการใช้คำว่ามะเร็งอีกต่อไป แต่จะเรียกตามความเป็นจริงของการทำงานของเซลล์ว่า เซลล์หมักเรื้อรัง (CFC) แทน

พอเราเข้าใจแล้วว่าปัญหาคืออะไร เราจึงสามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างสมเหตุสมผลและเป็นระบบ โดยไม่ก่อให้เกิดผลต่อความรู้สึก หรือความวิตกกังวลหรือความกลัวต่อผู้ป่วยหรือผู้คนที่ประสบปัญหานี้อีกต่อไป

อ่านเพิ่มเติม ย่อเนื้อหา

You May Also Like

Ready To Redefine Your Views On Cancer Treatment?