ทันตกรรมชีวภาพ

เนื้อหาโดยสรุป

ขอบเขตของทันตกรรมทางชีวภาพ

แม้ว่าจะมีวิชาชีพ 2 วิชาชีพที่ช่วยดูแลสุขภาพของมนุษย์ คือ แพทย์ และทันตแพทย์ แต่ในความเป็นจริงแล้วปากเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายของเรา เพราะระบบทางเดินอาหาร เริ่มต้นที่ปากและสิ้นสุดที่ทวารหนักและมีความยาวประมาณ 3 ฟุต (10 เมตร) และเป็นส่วนสำคัญของชีวิต เนื่องจากสารอาหารทั้งหมดนอกเหนือจากก๊าซ เช่น ออกซิเจน จะต้องผ่านทางปากและลงมาตามท่อลำเลียง ยกเว้นสารอาหารที่ดูดซึมผ่านผิวหนังเท่านั้น

ในปากนั้นมีฟัน 32 ซี่ ซึ่งฟันแต่ละซี่เองก็มีระบบหลอดเลือด ระบบประสาท และระบบน้ำเหลืองเป็นของตัวเอง ทำหน้าที่ทั้งบดเคี้ยวและประกบกัน (ลักษณะเป็นแบบข้อต่อที่เคลื่อนไหวได้ซึ่งจะหยุดเคลื่อนไหวเมื่อปากหุบลง เช่น การกัดหรือสบฟัน) คุณภาพของการกัดซึ่งทำหน้าที่เป็นกระดูกสันหลังส่วนคอข้อแรกจากทั้งหมด 8 ชิ้นนั้น ขึ้นอยู่กับว่าฟันสบเข้ากันได้ดีเพียงใดซึ่งกำหนดผ่านมุมของการกัดว่ากระดูกสันหลังและเส้นประสาททั้งหมดนั้นตรงจากกระดูกสันหลังส่วนบนไปสู่กระดูกสันหลังส่วนกระเบนเหน็บ (Sacrum) หรือไม่ อวัยวะทั้ง 32 ชิ้นนี้หากมีชิ้นใดชิ้นหนึ่งสูญเสียไปหรือหรือถูกจุลินทรีย์ทำลาย มันจะส่งผลกระทบต่อฟันซี่ที่อยู่ติดกัน รวมไปถึงกระดูกขากรรไกรที่ฟันหยั่งรากลงไป นอกจากนี้ “การกัด” หรือที่เรียกว่า “การบดเคี้ยว (Occlusion)” ได้รับผลกระทบอย่างมากและถูกกำหนดโดยข้อต่อขากรรไกรล่าง (Temporomandibular joint-TMJ) ซึ่งเป็นข้อต่อที่ทำให้ขากรรไกรทั้งสองข้างมั่นคง ข้อต่อขากรรไกรล่าง (TMJ) และกระดูกขากรรไกรส่วนที่เหลือขึ้นอยู่กับว่าฟันสามารถเจริญเติบโตและกลายเป็นกระดูกที่แข็งแรงได้หรือไม่ ฟันยังเป็นสถานที่สำหรับลิ้นในการทำกิจกรรมต่าง ๆ เช่น การชิม การพูด ฯลฯ ฟันอาจจะเติบโตในลักษณะที่ไม่แข็งแรงอย่างสั้นเกินไปทำให้ต้องได้รับการแก้ไข

นอกจากนี้ทางเดินหายใจจากด้านหลังช่องปากขึ้นไปทางด้านหลังของโพรงจมูกและผ่านลิ้นไปจนถึงปอดเป็นช่องทางที่ออกซิเจนและองค์ประกอบอื่น ๆ ในอากาศถูกส่งไปยังปอดเพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนก๊าซเพื่อนำออกซิเจนเข้าสู่เลือดของเรา พร้อมทั้งปล่อยและขับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกไป ทั้งหมดนี้เรียกว่า ทางเดินหายใจ หากระบบหายใจไม่ปกติ ร่างกายก็จะขาดออกซิเจน

ชิ้นส่วนสุดท้ายของจิ๊กซอร์ที่ประกอบเป็นผลงานสามมิติชิ้นเอกนี้——ศีรษะ สร้างขึ้นจากกระดูกกะโหลกศีรษะ (Cranial bones) ที่อยู่ส่วนบนของศีรษะ ตอนเป็นทารกในครรภ์ (fetus) ศีรษะจะมีกะโหลกอยู่ 7 ชิ้นที่เชื่อมต่อกันแบบหลวม ๆ และพอขยับได้ ดังนั้นในระหว่างการคลอดทำให้กะโหลกศีรษะสามารถเคลื่อนตัวไปตามช่องคลอดได้โดยไม่ทำให้กะโหลกแตกออกจากกัน ซึ่งหากกะโหลกศีรษะทั้ง 7 ชิ้นนี้เชื่อมกันอย่างไม่เหมาะสมจะทำให้ขาดความสมดุล ส่งผลให้ TMJ และกระดูกสันหลังรวมถึงเส้นประสาทและระบบประสาทอัตโนมัติทั้งหมดเปลี่ยนไป ถึงแม้ว่าการคลอดบุตรจะเกิดขึ้นอย่างปลอดภัยและสมบูรณ์และกะโหลกศีรษะเชื่อมกันได้อย่างเหมาะสม แต่การบาดเจ็บอื่น ๆ เช่นจากอุบัติเหตุบางอย่างที่ส่งผลกระทบต่อศีรษะหรือการบาดเจ็บเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างต่อเนื่องและการระคายเคืองที่เกิดจากการนอนกัดฟัน อาจส่งผลต่อ TMJ และลามไปถึงกระดูกสันหลังทั้งหมดได้

ทันตกรรมทางชีวภาพเข้าใจดีว่าสุขภาพและสุขภาวะของช่องปากเป็นสิ่งสำคัญต่อองค์รวมสุขภาพและสุขภาวะของทุกคน

ระบบเส้นลมปราณ (Meridian System)

เช่นเดียวกับบ้านที่มีวงจรไฟฟ้า สิ่งมีชีวิตทางชีวภาพก็มีวงจรเช่นกัน หากไฟในห้องน้ำ ห้องครัว และห้องนอนดับ การเปลี่ยนฟิวส์ในกล่องวงจรนั้นจะทำให้วงจรกลับมาทำงานและไฟฟ้าก็จะสว่างขึ้นอีกครั้ง วงจรที่เชื่อมต่ออวัยวะต่าง ๆ ก็มีลักษณะเช่นเดียวกัน เนื่องจากเมื่อเราปิดปากลง ฟันจะเป็นส่วนบนสุดของกระดูกสันหลังทั้งหมดซึ่งเป็นจุดที่ระบบประสาทสื่อสารกับสมอง วงจรทั้งหมด (เส้นลมปราณ) จะพาดผ่านฟันหนึ่งซี่ขึ้นไป ดังนั้นจึงมีการวาดแผนภูมิที่แสดงเส้นลมปราณเหล่านี้ ดังตัวอย่างด้านล่าง

เพราะฉะนั้น หากมีการติดเชื้อหรือมีวัสดุทางทันตกรรมที่ขัดขวางการไหลของกระแสไฟฟ้าในวงจร ส่วนประกอบทั้งหมดของวงจรนั้นจะได้รับผลกระทบ กล่าวคือ พลังงานจะไหลเข้าสู่วงจรทั้งหมดและอวัยวะได้น้อยลง โลหะในปากทำให้เกิดการลัดวงจรของพลังงานที่ไหลเวียนในเส้นลมปราณ (วงจร) เหมือนกับการเปิดหลังคาเพื่อให้พลังงานสามารถหลบหนีได้ และหากมีโลหะ 2 ชนิดที่แตกต่างกันอยู่ในปากมากกว่า 2 ซี่ขึ้นไปในสภาวะที่มีความเป็นกรดเล็กน้อยจากน้ำลาย ทำให้เกิดกระแสไฟฟ้าถูกสร้างขึ้นมารบกวนวงจรของฟันตั้งแต่ 2 ซี่ขึ้นไปที่เกี่ยวข้อง หรือที่เรียกว่า กัลวานิซึมในช่องปาก (Oral galvanism)ซึ่งจะเพิ่มการกัดกร่อนและการสลายของวัสดุอุดฟันสีโลหะอะมัลกัม (amalgam) นอกจากนี้ กระแสไฟฟ้าเหล่านี้ยังเพิ่มปริมาณไอปรอท (mercury vapor) และสารปรอท (free mercury) ที่ปล่อยออกมาจากอะมัลกัมและอนุภาคขนาดเล็กเหล่านั้นก็ถูกปล่อยสู่ช่องปาก ที่ยิ่งไปกว่านั้นกระบวนการที่กล่าวข้างต้นจะรุนแรงขึ้นเมื่อครอบฟันทองคำสัมผัสกับวัสดุอุดฟันจากสารปรอท

เนื่องจากเส้นลมปราณเหล่านี้มีความสำคัญและส่งผลรุนแรงต่อการเกิดโรค ทำให้ควรเป็นบริเวณแรกหรือหนึ่งในสิ่งแรก ๆ ที่ควรจะได้รับการแก้ไข เพราะมีโอกาสมากถึง 80% ที่จะก่อให้เกิดโรคที่แพร่กระจายทั่วทั้งร่างกาย (Systemic illness) โดยเฉพาะอย่างยิ่ง CFC ยกตัวอย่างเช่น หากร่างกายมีส่วนที่กระดูกตาย (osteonecrosis) บริเวณขากรรไกร หรือว่า โพรงที่ฟัน (Cavitation) หรือ รากฟัน (Root canal) หรือโลหะที่ฟันซี่นั้น อวัยวะที่เกี่ยวข้องกับฟันซี่นั้น ๆ มักจะเป็นจุดที่เกิดความผิดปกติและมักจะพัฒนาเป็น CFC หากไม่แก้ไขปัญหาซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อการก่อตัวของ CFC นี้ ไม่ว่าจะให้การรักษาทางการแพทย์แบบใด (Intervention) หรือโปรแกรมการรักษาใด ๆ ก็ไร้ประโยชน์

International Academy of Oral Medicine and Toxicology (IAOMT) เป็นองค์กรเพื่อทันตแพทย์ แพทย์ และนักวิจัยที่เป็นพันธมิตรที่ให้ความสำคัญของความเข้ากันได้ทางชีวภาพ (biocompatibility) ของอุปกรณ์ที่ใช้ในช่องปากเป็นหลักและต้องการหลักฐานทางวิทยาศาสตร์เป็นเกณฑ์สำคัญ โดยกลุ่มนี้ก่อตั้งขึ้นในปี 1984 โดยกลุ่มทันตแพทย์ 11 คน แพทย์ 1 คน และทนายความ 1 คน ในระหว่างการสัมมนา เกี่ยวกับอันตรายของสารปรอทจากการอุดฟันด้วยอะมัลกัม พวกเขาตระหนักว่าไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่สนับสนุนสารปรอทในการอุดฟัน จึงก่อตั้งกลุ่มนี้ขึ้นเพื่อทำการวิจัยเพื่อที่พวกเขาจะสามารถพิสูจน์ความถูกต้องทางวิทยาศาสตร์ในการใช้สารหรือขั้นตอนใด ๆ ที่สามารถนำมาใช้ในงานทันตกรรมได้อย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพโดยไม่ก่อให้เกิดอันตราย ตลอด 40 ปีที่ผ่านมา พวกเขาได้รวบรวมคลังงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์จำนวนมากที่จำแนกสิ่งที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพสำหรับทันตแพทย์ที่จะใช้เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยมีสุขภาพช่องปากที่ดีอย่างแท้จริง

IAOMT มีจัดทั้งการฝึกอบรมและการออกใบรับรองที่ได้รับการยอมรับและเชื่อมั่นจากแวดวงทันตแพทย์มืออาชีพ ที่เลือกที่จะให้บริการงานทันตกรรมที่มีคุณภาพสูงสุดโดยไม่ก่อให้เกิดอันตราย โดยคำขวัญของพวกเขาคือ “แสดงคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์ให้ฉันดู (Show me the science)”

สารปรอททางทันตกรรม โลหะอื่น ๆ และโลหะผสม

โลหะหนัก เช่น สารหนู ปรอท แคดเมียม ยูเรเนียม และตะกั่วเป็นอันตรายต่อมนุษย์แม้ในปริมาณที่น้อยมาก โลหะที่พบมากที่สุดในงานทันตกรรมสมัยใหม่ ได้แก่ สแตนเลส โลหะผสมนิกเกิลโครเมียม โคบอลต์โครเมียม ไทเทเนียม และนิกเกิลไทเทเนียม เมื่อโลหะตั้งแต่สองชนิดขึ้นไปมารวมกัน พวกมันก็จะแข็งแกร่งขึ้นจนกลายเป็นโลหะผสม (alloy) หรือเมทัลลอย (metalloy) ได้

สแตนเลสทำจากเหล็กผสมคาร์บอนผ่านกระบวนการสองขั้นตอน นอกจากนี้เพื่อให้ได้คุณสมบัติที่ต้านทานต่อการกัดกร่อน โครเมียม (Cr) และโลหะผสมอื่น ๆ เช่น นิกเกิล (Ni) จึงถูกเพิ่มเข้าไป องค์กรวิจัยมะเร็งนานาชาติ IARC (International Agency for Research on Cancer) จัดให้สารประกอบเฮกซะวาเลนต์โครเมียม (Hexavalent chromium) และนิกเกิลเป็นสารก่อมะเร็งกลุ่ม 1 กล่าวคือ สารก่อมะเร็งในมนุษย์ การสัมผัสทั้งระยะสั้นและระยะยาวทำให้เกิดปัญหาสุขภาพหลายประการ เช่น อาการไอ เสมหะ หายใจมีเสียงหวีด โรคจมูกอักเสบ (น้ำมูกไหล) โรคตาแดง (เยื่อบุตาอักเสบ) โรคผื่นแพ้สัมผัส (ผื่นแดง หนังลอกและแห้งแข็ง) รวมถึง CFC ในปอดและโพรงจมูก

สถาบันมะเร็งแห่งชาติระบุในเว็บไซต์ว่า “การสัมผัสกับสารประกอบนิกเกิลเพิ่มความเสี่ยงของมะเร็งปอดและมะเร็งจมูก”

วัสดุอุดฟันอะมัลกัมเป็นวัสดุอุดฟันที่ใช้กันมากที่สุดและ “ถือว่าปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ” ในการอุดฟัน อะมัลกัมเหล่านี้ประกอบด้วย 2 ส่วนในปริมาณที่เท่ากัน:

  1. ปรอทเหลว
  2. ผงที่ประกอบด้วยเงิน ดีบุก ทองแดง สังกะสี และโลหะอื่น ๆ

และยังมีวัสดุอื่น ๆ อีก 5 ประเภทที่ใช้ในการอุดฟัน:

  1. เรซินคอมโพสิต (Resin composite)
  2. แก้วไอโอโนเมอร์ (Glass ionomer)
  3. เรซินไอโอโนเมอร์ (Resin ionomer)
  4. พอร์ซเลน (Porcelain)
  5. โลหะผสมทอง (Gold alloy)

วัสดุอุดฟันคอมโพสิตมักประกอบด้วยบิสฟีนอล-เอ (BPA) ซึ่งเป็นสารทำลายต่อมไร้ท่อ BPA เลียนแบบเอสโตรเจนโดยการจับกับตัวรับเอสโตรเจนทั้ง α และ β ซึ่งมีส่วนในการเพิ่มจำนวนเซลล์ (การแบ่งตัวและการเจริญเติบโต) การตายของเซลล์ (apoptosis) หรือการเคลื่อนที่ของเซลล์ (migration) ด้วยเหตุนี้ มันจึงมีส่วนช่วยในการเติบโตและการลุกลามของ CFC นอกจากนี้ แก้วไอโอโนเมอร์ยังมีฟลูออไรด์และอะลูมิเนียม (อย่างใดอย่างหนึ่งหรือไม่ก็ทั้งสองอย่าง) ซึ่งจะกลั่น (กลายเป็นไอ) เมื่อเคี้ยวอาหารหรือหมากฝรั่ง รวมถึงเมื่อดื่มเครื่องดื่มที่อุ่นหรือร้อนด้วย

มีหลักฐานจำนวนมากถูกรวบรวมไว้ในงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับข้อเท็จจริงที่ว่าอะมัลกัมปล่อยสารปรอทในปริมาณที่มีนัยสำคัญ ส่งผลให้เกิดการสัมผัสกับสารปรอทในปริมาณที่มีนัยสำคัญ การสัมผัสกับสารปรอทในปริมาณเท่านี้เป็นเวลานานสามารถทำลาย ระบบประสาท ไต ตับ และระบบภูมิคุ้มกันได้ ซึ่งแค่การหายใจไอปรอทเข้าไประหว่างการกรอฟันก็สามารถก่ออันตรายต่อระบบประสาท ปอด และไตของผู้ป่วย ทันตแพทย์ และผู้ช่วยทันตแพทย์ได้

การเอาวัสดุอุดฟันอะมัลกัมออกโดยไม่ระมัดระวังอาจปล่อยไอปรอทออกสู่อากาศซึ่งจะถูกสูดดม ดูดซึมผ่านผิวหนัง หรือกลืนเข้าไป ทั้งหมดล้วนเป็นอันตรายต่อทั้งผู้ป่วย ทันตแพทย์ และคนอื่น ๆ ในบริเวณใกล้เคียง ผลการศึกษาจำนวนมากในหลายประเทศเผยให้เห็นว่าคนที่ทำงานในคลินิกทันตกรรมที่มีบริการการเอาวัสดุอุดฟันชนิดอะมัลกัมออกมีความบกพร่องในการมองเห็นสี ภาวะสมองเสื่อม อ่อนแรง การได้ยินบกพร่อง การรับรสบกพร่อง สูญเสียความทรงจำ การมองเห็นไม่ชัด สูญเสียทักษะการเคลื่อนไหวในการเดิน (Cerebellar ataxia) อาการกระตุก เกร็ง อาการชา การเคลื่อนไหวกล้ามเนื้อที่อยู่ภายใต้อำนาจจิตใจบกพร่อง (Akinesia) อาการพูดไม่ชัด (dysarthria) การรับกลิ่นบกพร่อง อาการสั่น และภาวะซึมเศร้า การศึกษาในสแกนดิเนเวียบันทึกว่าทันตแพทย์ที่สัมผัสกับสารปรอทอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานานมีโปรตีนอะไมลอยด์ (amyloid) ในสมองเพิ่มขึ้นซึ่งสัมพันธ์กับโรคอัลไซเมอร์ การเสื่อมสภาพของไมโครทูบูล (microtubule) ภายในเซลล์ประสาท (neuron) รวมถึงการเพิ่มขึ้นหรือการยับยั้งการปล่อยสารสื่อประสาทจากเส้นประสาทสั่งการที่ควบคุมการเคลื่อนไหว ดังนั้น ไม่เพียงแต่เพิ่มการเป็นโรคอัลไซเมอร์เท่านั้น แต่ยังรวมถึงโรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง (Multiple Sclerosis) และความผิดปกติทางอารมณ์ด้วย และยังพบความเชื่อมโยงระหว่างการฆ่าตัวตายในทันตแพทย์ที่เพิ่มขึ้นที่สัมพันธ์กับการสัมผัสกับสารปรอทก็ยังคงเป็นประเด็นที่มีการถกเถียงกันอย่างมาก

เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2016 มาตรการสำหรับการกำจัดอะมัลกัมปรอทอย่างปลอดภัยของ IAOMT ได้เปลี่ยนชื่อเป็นเทคนิคการกำจัดอะมัลกัมปรอทอย่างปลอดภัย (Safe Mercury Amalgam Removal Technique–SMART) และมีการจัดหลักสูตรการฝึกอบรมสำหรับทันตแพทย์และเจ้าหน้าที่ที่มีหน้าที่กำจัดอะมัลกัม

โภชนาการคลินิกและการล้างพิษโลหะหนักสำหรับทันตกรรมทางชีวภาพ

น่าเสียดายที่ทันตแพทย์ชีวภาพบางรายเท่านั้นที่มีโปรแกรมการล้างพิษโลหะหนักเป็นประจำด้วยสารล้างพิษโลหะหนัก อย่าง DMPS และ DMSA รวมถึงสารโภชนาการที่มีคุณสมบัติล้างพิษโลหะ อย่างสาหร่ายเกลียวทอง (Spirulina) และสาหร่ายคลอเรลลา (cholerella) การศึกษาจำนวนมากทั้งในสหรัฐอเมริกาและยุโรปพบว่าสาหร่ายคลอเรลลายังสามารถสลายสารไฮโดรคาร์บอน (น้ำมัน) และสารพิษที่เป็นโลหะ เช่น ปรอท แคดเมียม และตะกั่ว รวมถึงสารพิษอินทรีย์ DDT และ PCB (Polychlorinated biphenyl)

คลอเรลลาเป็นสาหร่ายสีเขียวเซลล์เดียวในไฟลัมคลอโรไฟตา (Chlorophyta) และมีคลอโรฟิลล์ในปริมาณที่สูงมากและสามารถล้างสารพิษโลหะอย่างปรอทที่มีประสิทธิภาพด้วย สาหร่ายเกลียวทองเป็นสาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงิน (cyanobacterium) ที่มีเส้นใยขนาดเล็กมากซึ่งมีคุณสมบัติในการล้างสารพิษโลหะเหมือนสาหร่ายคลอเรลลา อีกทั้งยังทำหน้าที่เป็นแหล่งอาหารโปรตีนที่สมบูรณ์ด้วย

ความเข้ากันได้ทางชีวภาพและกัลวานิซึมในช่องปาก

นอกเหนือจากการใช้วัสดุทางทันตกรรมที่ดูเป็นพิษน้อยกว่าแล้ว ผู้ที่มีความไวต่อสิ่งกระตุ้นอย่างมากอาจมีโอกาสในการเกิดอาการแพ้ (immunological intolerance) ต่อวัสดุเกือบทุกชนิด ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีการทดสอบความเข้ากันได้ทางชีวภาพก่อนที่จะใส่วัสดุใด ๆ เข้าไปในช่องปากของบุคคลนั้น ยิ่งผู้ป่วยมีอาการแพ้ มีความไวต่อสิ่งแวดล้อม หรือมีสภาวะแพ้ภูมิตัวเองมากเท่าใด ก็ยิ่งมีจำเป็นต้องทำการทดสอบมากขึ้นเท่านั้น เพราะวัสดุทางทันตกรรมเหล่านี้นอกจากจะกระตุ้นการตอบสนองของภูมิคุ้มกันแล้ว โลหะยังมีฤทธิ์ทางไฟฟ้าอีกด้วย กัลวานิซึมในช่องปากเป็นเรื่องที่ได้มีการศึกษาและเข้าใจกันมานานกว่า 100 ปีแล้ว แต่ทันตแพทย์ทั่วไปกลับมองข้ามมันและไม่สนใจภาวะแทรกซ้อนของมัน

หลายบริษัททดสอบเลือดของผู้ป่วยกับวัสดุทางทันตกรรมมากกว่า 2,000 ชนิดเพื่อตรวจสอบว่าผลิตภัณฑ์นั้น “ปลอดภัย” หรือ “ไม่ปลอดภัย” ที่จะใส่ในช่องปากของบุคคลหนึ่งโดยเฉพาะ ดังนั้นการทดสอบความเข้ากันได้ทางชีวภาพทำให้ทันตแพทย์สามารถเลือกวัสดุทางทันตกรรมที่เหมาะสมที่สุดสำหรับแต่ละคนได้ ต้องจำไว้ว่าไม่มีวัสดุทางทันตกรรมใดเพียงชนิดเดียวที่ “ปลอดภัย” (ไม่เกิดปฏิกิริยา) กับผู้ป่วยทุกคน การให้บริการนี้แก่ผู้ป่วยทุกคนควรเป็นมาตรฐานในการดูแลรักษา

ฟลูออไรด์

ในช่วงทศวรรษที่ 1920 การผลิตอะลูมิเนียมสำหรับอุตสาหกรรมอาหารบรรจุกระป๋องเจริญเติบโตเป็นอย่างมาก อย่างไรก็ตาม กระบวนการผลิตกระป๋องอะลูมิเนียมทำให้เกิดของเสียเป็นพิษที่เรียกว่า โซเดียมฟลูออไรด์ เนื่องจากกระบวนการผลิตมีราคาแพง จึงมีการขายโซเดียมฟลูออไรด์นี้ในรูปแบบของยาฆ่าแมลงและยาเบื่อหนู

วารสารสมาคมทันตกรรมแห่งสหรัฐอเมริกา (ADA) ฉบับวันที่ 1 ตุลาคม 1944 เตือนไว้ว่า “มีโอกาสเกิดอันตราย (จากการเติมฟลูออไรด์ (fluoridation)) มากกว่าผลดีมากนัก” แอนดรูว์ เมลลอน (Andrew Mellon) ผู้ก่อตั้งและผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของ ALCO ได้กลายเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังที่ดูแลหน่วยงานบริการสาธารณสุขของสหรัฐอเมริกา (PHS) จากนั้นในปี 1947 เขาได้แต่งตั้งออสการ์ อาร์. อีวิง (Oscar R. Ewing) เป็นหัวหน้าหน่วยงานความมั่นคงของรัฐบาลกลางเพื่อเริ่มการรณรงค์การเติมฟลูออไรด์ในระบบน้ำของสหรัฐอเมริกา แม้ว่าจะไม่มีงานวิจัยใดที่แสดงให้เห็นถึงประโยชน์ แต่พวกเขากลับใช้สโลแกนโฆษณาว่า “การศึกษามากมายแสดงให้เห็นว่า…” และ “การวิจัยได้พิสูจน์ว่า…” ตลอดจน “นักวิจัยทางวิทยาศาสตร์ได้พบว่า…” โดยไม่ได้อ้างอิงบทความใดทั้งสิ้น เขาจัดการให้ ALCOA (บริษัทอะลูมิเนียม) มอบทุนแก่เจอรัลด์ เจ. ค็อกซ์ (Gerald J. Cox) ผู้เป็นนักวิทยาศาสตร์ที่หลังจากนั้นก็กล่าวต่อสาธารณะว่า ฟลูออไรด์จำเป็นต่อการรักษาสุขภาพฟันและการต่อสู้กับฟันผุ แล้วยังเสนอต่อไปอีกว่า สหรัฐอเมริกาควรเติมฟลูออไรด์ในแหล่งเก็บน้ำในปี 1939

จากนั้นในปี 1955 วารสารการแพทย์แห่งนิวอิงแลนด์ได้ตีพิมพ์งานวิจัยหนึ่งที่แสดงว่ามีอุบัติการณ์โรคมะเร็งต่อมไทรอยด์เพิ่มขึ้น 400% ในช่วงหลายปีหลังจากที่เริ่มมีการเติมฟลูออไรด์ในน้ำในซานฟรานซิสโก

ความจริงแล้วงานวิจัยเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าฟลูออไรด์ไม่ได้ช่วยยับยั้งฟันผุเลย แต่กลับพิสูจน์ว่าฟลูออไรด์เป็นพิษต่อระบบประสาทและทำให้มีความพิการแต่กำเนิด ทั้งยังทำให้เกิดโรคกระดูกพรุน โดยกระดูกเป็นไฮดรอกซีอะพาไทต์ที่ดัดแปลงรูปแบบออกมาแล้ว คิดเป็น 50% ของปริมาตรและ 70% ของน้ำหนัก หรือที่เรียกว่า มวลกระดูก ไฮดรอกซีอะพาไทต์เป็นส่วนประกอบของไฮดรอกซิล (OH−) และอะพาไทต์ โดยไฮดรอกซิล หรือ ไอออนลบ OH− มักถูกแทนที่ด้วยฟลูออไรด์หรือคลอไรด์ ซึ่งสร้างเป็นฟลูออราพาไทต์ (fluorapatite) หรือคลอราพาไทต์ (chlorapatite) ทั้งสองโมเลกุลเป็นโมโลกุลที่ต่างกันและไม่ได้ทำงานเหมือนกัน พวกเด็ก ๆ อาจมีสีน้ำตาล สีเหลือง หรือสีเขียวปรากฏบนฟันหรือที่เรียกว่า ฟันตกกระ (dental fluorosis)

ฟลูออไรด์ยังสามารถทำลายระบบภูมิคุ้มกัน ระบบย่อยอาหาร และระบบหายใจ รวมถึงไต ตับ และสมอง ทั้งยังอาจเป็นสาเหตุของความบกพร่องทางการเรียนรู้ ได้แก่ โรคดิสเล็กเซีย โรคสมาธิสั้น ออทิสติก และ CFC ในกระดูก (มะเร็งกระดูก (osteosarcoma)) และกระเพาะปัสสาวะ “ฟลูออไรด์ทำให้เกิดมะเร็งในมนุษย์มากขึ้นและรวดเร็วขึ้นมากกว่าสารเคมีอื่นใด…ในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา มีผู้เสียชีวิตจากโรคมะเร็งที่เกี่ยวข้องกับการเติมฟลูออไรด์มากกว่าการเสียชีวิตทางทหารทั้งหมดในประวัติศาสตร์ของสหรัฐอเมริกา” ดร. ดีน เบิร์ก (Dr. Dean Burk) ผู้เป็นนักระบาดวิทยาและอดีตหัวหน้าแผนกเคมีเซลล์ของสถาบันมะเร็งแห่งชาติสหรัฐอเมริกา กล่าวไว้เช่นนี้ในปี 1977 และสามารถพบได้ในบันทึกของรัฐสภา ฉบับวันที่ 21 กรกฎาคม 1976

ปัจจุบันนี้ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (FDA) ของสหรัฐอเมริกากำหนดให้ยาสีฟันเติมฟลูออไรด์ทั้งหมดที่จำหน่ายในประเทศติดคำเตือนเรื่องสารพิษต่อไปนี้ไว้ที่บรรจุภัณฑ์ให้มองเห็นได้:

“คำเตือน: เก็บให้พ้นมือเด็กอายุต่ำกว่า 6 ปี หากคุณเผลอกลืนสารมากกว่าที่ใช้ในการแปรงฟัน กรุณาขอความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญหรือติดต่อศูนย์ควบคุมพิษทันที”

นี่ก็เพราะว่าฟลูออไรด์ปริมาณเล็กน้อยอาจทำให้เกิดอาการเป็นพิษเฉียบพลันจากฟลูออไรด์ได้ (กล่าวคือ การรับสารพิษ) อาการช่วงแรกของการรับพิษฟลูออไรด์ ได้แก่ ปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน และปวดศีรษะ ปริมาณขั้นต่ำที่ก่ออาการเหล่านี้คือ 0.1 ถึง 0.3 มก. ต่อ กก. ของน้ำหนักตัว ดังนั้น เด็กที่มีน้ำหนัก 10 กิโลกรัม จะมีอาการเป็นพิษเฉียบพลันเมื่อได้รับฟลูออไรด์เพียง 1 ถึง 3 มิลลิกรัมในคราวเดียว

มีฟลูออไรด์ 1 ถึง 3 มก. ในยาสีฟันปริมาตร 1 ถึง 3 กรัม (น้อยกว่า 3% ของหลอด) รวมถึงหมากฝรั่งและยาสีฟันรสผลไม้ที่มีกลุ่มเป้าหมายเป็นเด็กด้วย

ในวารสารโรคมะเร็งแห่งเอเชียใต้ งานวิจัยหนึ่งในอินเดียพบความเชื่อมโยงระหว่างน้ำที่เติมฟลูออไรด์กับโรคมะเร็งกระดูกในผู้ชายอายุ 10-24 ปี เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุมจำนวน 10 คนที่ไม่ได้ดื่มน้ำที่เติมฟลูออไรด์ ก็พบว่าผู้ป่วยโรคมะเร็งกระดูกมีระดับฟลูออไรด์ในเลือดสูงกว่ากลุ่มควบคุมที่มีสุขภาพดีอย่างมีนัยสำคัญ พบว่าฟลูออไรด์มีผลในการเร่งการแบ่งตัวชนิดไมโทซิส (mitogenic effect) ของเซลล์สร้างกระดูก (เซลล์ต้นกำเนิดกระดูก) ส่งผลให้เกิดความเสียหายทางพันธุกรรม

งานวิจัยที่มีกลุ่มควบคุมระดับชาติซึ่งตีพิมพ์ในปี 2006 โดยนักวิทยาศาสตร์ของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดพบว่า เด็กผู้ชายที่ได้รับน้ำที่เติมฟลูออไรด์ในช่วงวัย 6, 7 และ 8 ปีมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดโรคมะเร็งกระดูกในช่วงวัยรุ่นอย่างมีนัยสำคัญ แต่ไม่พบความเชื่อมโยงนี้ในหมู่เด็กผู้หญิง

สิ่งพิมพ์ของสมาคมทันตกรรมแห่งสวีเดนเมื่อปี 1987 ระบุว่าได้มีการตรวจวัดความเข้มข้นของสารปรอทในสมองและไตในกลุ่มผู้ใช้อุปกรณ์อุดฟันชนิดอะมัลกัมจากปรอท (mercury amalgam) คณะผู้เขียน ได้แก่ เอ็ม ไนแลนเดอร์ (M. Nylander), แอล ไฟรเบิร์ก (L. Friberg) และบี ลินด์ (B. Lind) พบว่าทั้งสมองและไตที่มีการตรวจชิ้นเนื้อและทดสอบในการชันสูตรพลิกศพจากบุคคล 34 ราย แสดงให้เห็นความสัมพันธ์ที่มีนัยสำคัญทางสถิติระหว่างจำนวนพื้นผิวฟันที่มีอะมัลกัมกับความเข้มข้นของสารปรอทในเยื่อหุ้มสมองกลีบท้ายทอย

ในงานวิจัยเดียวกันนี้ เมื่อดูที่เปลือกไตชั้นนอกจากศพ 7 ร่างที่มีอะมัลกัม พบว่าโดยเฉลี่ยแล้วผู้ที่มีอะมัลกัมนั้นมีระดับปรอทสูงกว่าผู้ที่ไม่มีอะมัลกัม 5 รายอย่างมีนัยสำคัญ

สุดท้าย ในงานวิจัยเดียวกันนี้ พบว่า 6 เคส ที่มีการวิเคราะห์ทั้งสารปรอทอนินทรีย์และสารปรอททั้งหมดนั้นมีสัดส่วนของสารปรอทอนินทรีย์ที่สูง (ค่าเฉลี่ย 77% SD 17%) จึงสรุปได้ว่าสาเหตุของความเชื่อมโยงระหว่างปริมาณอะมัลกัมกับปรอทในเนื้อเยื่อสมองและไตนั้นเกิดจากการปล่อยไอปรอทของวัสดุอุดที่เป็นอะมัลกัม

ในวารสารการวิจัยด้านสิ่งแวดล้อมที่ตีพิมพ์ในปี 2018 เมื่อสืบค้นผลกระทบด้านสุขภาพต่อบุคลากรด้านทันตกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับการได้รับสารปรอท ก็พบว่ามีความอ่อนแรง ความเหนื่อยล้า และโรคเบื่ออาหาร อะนอเร็กเซีย รวมถึงปัญหาที่ระบบประสาทส่วนกลาง (สมอง) จึงมีบทสรุปว่า “การใช้อะมัลกัมทางทันตกรรมในประเทศอุตสาหกรรมนั้นกำลังจะยุติลง ในนอร์เวย์และสวีเดน นั้นเริ่มมีการห้ามใช้วัสดุอุดฟันชนิดนี้แล้ว”

มีเพียงไม่กี่ประเทศเท่านั้นที่เติมฟลูออไรด์ในน้ำ เช่น ออสเตรเลีย ไอร์แลนด์ สิงคโปร์ และบราซิล รวมถึงสหรัฐอเมริกาด้วย โลกยุโรปตะวันตกปฏิเสธน้ำที่เติมฟลูออไรด์สำหรับประชาชน ทว่าปัญหาฟันผุกลับเพิ่มขึ้นทั้งในยุโรปตะวันตกและสหรัฐอเมริกาด้วยอัตราเดียวกัน แม้ว่าจะมีการใช้ฟลูออไรด์มาหลายทศวรรษก็ตาม

รากฟัน

เมื่อฟันผุมากเกินกว่าจะสามารถรักษาฟันซี่นั้นไว้ได้ ทันตแพทย์ด้านรากฟันหรือทันตแพทย์ทั่วไปก็มักจะดำเนินขั้นตอนการรักษารากฟัน โดยเอาโพรงฟันชั้นในที่มีหลอดเลือด เส้นประสาท และท่อน้ำเหลืองออกเหลือแต่เปลือกฟัน และทำความสะอาดตำแหน่งนั้น จากนั้นเปลือกฟันจะถูกเติมด้วยวัสดุคล้ายยางที่เรียกว่า กัตตาเปอร์ชา (gutta-percha) พร้อมด้วยกาวซีเมนต์เพื่อให้มั่นใจว่าปิดผนึกโพรงรากฟันได้อย่างสมบูรณ์ เนื่องจากตอนนี้ฟันซี่นี้กลายเป็นฟันที่ตายแล้ว เพราะไม่มีหลอดเลือดเส้นประสาทหรือการระบายน้ำเหลือง ตามหลักสรีรวิทยาตามธรรมชาติร่างกายถูกออกแบบมาให้ปฏิเสธฟันที่ตายแล้วเช่นเดียวกับที่ปฏิเสธอวัยวะหรือเนื้อเยื่ออื่น ๆ ที่ตายแล้ว ด้วยเหตุนี้ ฟันทุกซี่ที่ได้รับการรักษารากฟันตามแนวทางนี้จะเกิดการติดเชื้อระดับต่ำ ๆ เนื่องจากไม่มีเส้นประสาทและไม่มีการเข้าถึงโดยเซลล์ภูมิคุ้มกัน ทำให้ไม่สามารถเกิดการตอบสนองตามปกติด้วยการอักเสบขึ้น จุลินทรีย์ที่อาศัยอยู่ในบริเวณนี้จะทวีคูณและกลายพันธุ์โดยที่บุคคลนั้นไม่รู้ตัวเลยว่ามีการติดเชื้อเกิดขึ้นมาเป็นเวลานานหลายสิบปี

แบคทีเรียที่ไม่ใช้ออกซิเจนในการเติบโต (anaerobic bacteria) จำนวนหลายพันล้านหรือล้านล้านตัวไม่เคยถูกกำจัดออกไปและพวกมันเข้ายึดรากฟันที่เหลืออยู่และก็ยังคงมีชีวิตอยู่ต่อไป และกินเศษซากเนื้อเยื่อฟันที่ตายแล้วเป็นอาหาร ทำให้เกิดการติดเชื้อเรื้อรังที่สามารถแพร่กระจายจากจุดกำเนิดไปยังบริเวณอื่นที่อยู่ติดกัน เช่น กระดูกขากรรไกร และส่งผลต่อระบบเส้นลมปราณอื่น ๆ

และผลจากการการติดเชื้อที่ลุกลามเข้าสู่กระดูกขากรรไกรนี้ก่อให้เกิดพิษทางชีวภาพ ที่ผ่านเข้าสู่ระบบเลือดและน้ำเหลืองที่ส่งไปยังกระดูก ซึ่งจากตรงนี้ไปการติดเชื้อก็จะไหลเวียนไปทั่วร่างกายได้

ภาวะกระดูกขากรรไกรตาย (Jawbone Osteonecrosis) หรือโพรงรูผุ (Cavitation)

ในระหว่างการถอนฟันแบบมาตรฐาน เอ็นปริทันต์ (periodontal ligament) ที่เชื่อมต่อฟันกับกระดูกขากรรไกรจะไม่ได้ถูกเอาออกมาด้วยทำให้ยังคงติดอยู่กับกระดูกขากรรไกรส่งผลให้จุลินทรีย์ในช่องปากมากมายไต่เข้าไปตั้งฐานที่กระดูกขากรรไกรได้ ตามปกติแล้วทันตแพทย์จะชะล้างบริเวณที่ได้ถอนฟัน จากนั้นผู้ป่วยจะได้รับคำแนะนำให้กัดผ้าก๊อซเพื่อหยุดเลือดตรงบริเวณที่ถอนฟันและยาแก้ปวด ขณะที่เหงือกตำแหน่งนั้นจะค่อย ๆ ปิดเข้าหากันและสมานตัว จุลินทรีย์ท้องถิ่นก็จะหาช่องทางไต่เข้าไปในกระดูกขากรรไกรซึ่งอยู่ห่างไกลจากหลอดเลือดทำให้ภูมิคุ้มกันสามารถเข้าถึงยาก โดยพวกมันจะทำลายกระดูกและ “สร้างโพรง” ขึ้นมา ภาวะกระดูกตายที่บริเวณนี้ (osteonecrosis) จะทำหน้าที่ปกป้องจุลินทรีย์ดังกล่าว แล้วพวกมันก็เติบโตได้อย่างอิสระโดยไม่มีการเฝ้าระวังจากระบบภูมิคุ้มกัน เส้นลมปราณใดก็ตามที่โพรงดังกล่าวนี้ครอบคลุมล้วนได้รับผลกระทบ รวมถึงอวัยวะที่เชื่อมต่อกันทั้งหมดด้วยเช่นกัน

รากฟันและภาวะความไม่สมดุลของจุลินทรีย์ในช่องปาก (Oral Dysbiosis) และมะเร็ง

พบว่าการมีแบคทีเรียบางชนิดในช่องปากนั้นเกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิดกับมะเร็งตับอ่อน ตลอดจนมะเร็งประเภทอื่นอีกมากมาย มีการค้นพบกลไกสี่ประการที่แสดงให้เห็นถึงบทบาทของจุลินทรีย์ในช่องปากในการเติบโตและลุกลามของ CFC และการแพร่กระจายในท้ายที่สุด

  1. การอักเสบเรื้อรังที่เกิดจากจุลินทรีย์ซึ่งกระตุ้นทั้งยีนก่อมะเร็ง (oncogenes) และการกลายพันธุ์
  2. การเตรียมสภาวะแวดล้อมของเนื้องอก (TME) ที่เหมาะสำหรับการเจริญเติบโตและการเพิ่มจำนวนเซลล์ต้นกำเนิด CFC
  3. การผลิตสารก่อมะเร็ง อนุมูลอิสระ และกรดอินทรีย์ที่จำเป็นต่อการพัฒนา CFC
  4. การติดเชื้อแบคทีเรียในรากฟันจะทำให้เกิด “การเปลี่ยนแปลงจากเซลล์ชนิดเยื่อบุผิวไปเป็นเซลล์ชนิดมีเซนไคม์ (epithelial-mesenchymal transition)” ซึ่งจำเป็นในการทำให้ CFC ที่เจริญเต็มวัยทำงานเหมือนเซลล์ต้นกำเนิดและเริ่มหยั่งราก

จนถึงขณะนี้ พบว่าแบคทีเรีย Streptococcus sp., Porphyromonas gingivalis, Fusobacterium nucleatum และ Actinomyces sp. มีส่วนเกี่ยวข้องในการพัฒนามะเร็งในช่องปากชนิดเซลล์สความัส (oral squamous cell carcinomas) และ CFC ในหลอดอาหาร รวมถึงลำไส้ใหญ่ และตับอ่อน

กลไกที่เชื่อมโยงการติดเชื้อของรากฟันกับอวัยวะที่อยู่ห่างไกล ได้แก่

  1. การติดเชื้อระยะลุกลาม (metastatic infection) เนื่องจากการที่ไม่มีเซลล์ภูมิคุ้มกันอยู่เพื่อทำหน้าที่กำจัดเชื้อแบคทีเรียที่ลอยออกมาในกระแสเลือด
  2. ต่อมา เชื้อแบคทีเรียจะผลิตสารพิษ (exotoxin) และโปรตีนที่ทำลายเซลล์
  3. สุดท้าย คือการเกิดการอักเสบเนื่องจากแอนติเจนของแบคทีเรีย ซึ่งกระตุ้นแอนติบอดีเมื่อเข้าสู่กระแสเลือด ส่งผลให้เกิดการอักเสบทั้งแบบเฉียบพลันและเรื้อรังในกระแสเลือด

ทันตกรรมทั่วร่างกาย

ทันตกรรมทั่วร่างกายนอกจากดูแลสุขภาพช่องปากแล้วยังประกอบด้วยการจัดการกับกะโหลกศีรษะเพื่อจัดตำแหน่งให้เข้าที่ ซึ่งจำเป็นสำหรับการจัดตำแหน่งข้อต่อ TMJ และส่งผลต่อการกัดและสบฟัน ซึ่งตามที่ระบุไว้ข้างต้น ว่าปากเมื่อหุบลงจะทำหน้าที่เป็นกระดูกสันหลังส่วนคอข้อแรก (ด้านบนสุดของกระดูกสันหลังทั้งหมด) นักชีวทันตกรรมส่วนใหญ่จึงทำงานอย่างใกล้ชิดกับแพทย์ออสทีโอพาธด้านกะโหลกศีรษะ (cranial osteopath) ซึ่งได้รับการฝึกฝนให้จัดกะโหลกศีรษะให้กลับเข้าตำแหน่งที่ถูกต้อง

นอกจากนี้ นักชีวทันตแพทย์ยังพบว่าผู้คนจำนวนมากเกินกว่าที่จะจินตนาการได้นั้นมีภาวะ “ลิ้นติด” (ankyloglossia) ซึ่งหมายความว่าลิ้นของพวกเขาขยับได้ไม่สูงเท่าที่ควร เนื่องมาจากการที่พังผืดใต้ลิ้นที่ยึดลิ้นเข้ากับพื้นปากนั้นหนากว่าปกติ การแก้ไขปัญหานี้จะช่วยให้ผู้ที่เผชิญกับภาวะดังกล่าวมาตลอดชีวิตโล่งใจและหมดทุกข์ ทั้งยังปรับทุกอย่างให้ดีขึ้น ตั้งแต่การกิน การพูดคุย ไปจนถึงการยิ้ม

และดังที่กล่าวไว้ก่อนหน้านี้ การประเมินและปรับปรุงทางเดินหายใจจะช่วยเพิ่มออกซิเจนในร่างกาย และช่วยให้เขานอนหลับได้ตลอดคืน รวมถึงรู้สึกสดชื่นมีพลัง ซึ่งอาจเป็นสิ่งที่ไม่ได้สัมผัสมาหลายปีแล้ว

อ่านเพิ่มเติม ย่อเนื้อหา

อ้างอิง

Lee, W.H.; Chen, H.M.; Yang, S.F.; Liang, C.; Peng, C.Y.; Lin, F.M.; Tsai, L.L.; Wu, B.C.; Hsin, C.H.; Chuang, C.Y.; et al. Bacterial alterations in salivary microbiota and their association in oral cancer. Sci. Rep. 2017, 7, 16540

Mascitti, M.; Togni, L.; Troiano, G.; Caponio, V.C.A.; Gissi, D.B.; Montebugnoli, L.; Procaccini, M.; Lo Muzio, L.; Santarelli, A. Beyond Head and Neck Cancer: The Relationship Between Oral Microbiota and Tumour Development in Distant Organs. Front. Cell. Infect. Microbiol. 2019, 9, 232.

Murray, C.A.; Saunders, W.P. Root canal treatment and general health: A review of the literature. Int. Endod. J. 2000, 33, 1–18.

Pushalkar, S.; Ji, X.; Li, Y.; Estilo, C.; Yegnanarayana, R.; Singh, B.; Li, X.; Saxena, D. Comparison of oral microbiota in tumor and non-tumor tissues of patients with oral squamous cell carcinoma. BMC Microbiol. 2012, 12, 144.

Atanasova, K.R.; Yilmaz, O. Looking in the Porphyromonas gingivalis cabinet of curiosities: The microbium, the host and cancer association. Mol. Oral Microbiol. 2014, 29, 55–66

Narikiyo, M.; Tanabe, C.; Yamada, Y.; Igaki, H.; Tachimori, Y.; Kato, H.; Muto, M.; Montesano, R.; Sakamoto, H.; Nakajima, Y.; et al. Frequent and preferential infection of Treponema denticola, Streptococcus mitis, and Streptococcus anginosus in esophageal cancers. Cancer Sci. 2004, 95, 569–574

Li, X.; Kolltveit, K.M.; Tronstad, L.; Olsen, I. Systemic diseases caused by oral infection. Clin. Microbiol. Rev. 2000, 13, 547–558.

Stuart, C.H.; Schwartz, S.A.; Beeson, T.J.; Owatz, C.B. Enterococcus faecalis: Its role in root canal treatment failure and current concepts in retreatment. J. Endod. 2006, 32, 93–98

Wang, Q.Q.; Zhang, C.F.; Chu, C.H.; Zhu, X.F. Prevalence of Enterococcus faecalis in saliva and filled root canals of teeth associated with apical periodontitis. Int. J. Oral Sci. 2012, 4, 19–23.

Wei, S.C.; Fattet, L.; Tsai, J.H.; Guo, Y.; Pai, V.H.; Majeski, H.E.; Chen, A.C.; Sah, R.L.; Taylor, S.S.; Engler, A.J.; et al. Matrix stiffness drives epithelial-mesenchymal transition and tumour metastasis through a TWIST1-G3BP2 mechanotransduction pathway. Nat. Cell Biol. 2015, 17, 678–688.

Pogoda, K.; Bucki, R.; Byfield, F.J.; Cruz, K.; Lee, T.; Marcinkiewicz, C.; Janmey, P.A. Soft Substrates Containing Hyaluronan Mimic the Effects of Increased Stiffness on Morphology, Motility, and Proliferation of Glioma Cells. Biomacromolecules 2017, 18, 3040–3051

De Almeida, C.V.; Taddei, A.; Amedei, A. The controversial role of Enterococcus faecalis in colorectal cancer. Therap. Adv. Gastroenterol. 2018, 11, 1756284818783606

Pericàs, J.M.; Corredoira, J.; Moreno, A.; García-País, M.J.; Falces, C.; Rabuñal, R.; Mestres, C.A.; Alonso, M.P.; Marco, F.; Quintana, E.; et al. Relationship Between Enterococcus faecalis Infective Endocarditis and Colorectal Neoplasm: Preliminary Results From a Cohort of 154 Patients. Rev. Esp. Cardiol. (Engl. Ed.) 2017, 70, 451–458

Huycke, M.M.; Abrams, V.; Moore, D.R. Enterococcus faecalis produces extracellular superoxide and hydrogen peroxide that damages colonic epithelial cell DNA. Carcinogenesis 2002, 23, 529–536. 26. Borssén, E.; Sundqvist, G. Actinomyces of infected dental root canals. Oral Surg. Oral Med. Oral Pathol. 1981, 51, 643–648

Menon, S.S.; Guruvayoorappan, C.; Sakthivel, K.M.; Rasmi, R.R. Ki-67 protein as a tumour proliferation marker. Clin. Chim. Acta 2019, 491, 39–45

Karpi ´nski, T.M. Role of Oral Microbiota in Cancer Development. Microorganisms 2019, 7, 20.

Yan, X.; Yang, M.; Liu, J.; Gao, R.; Hu, J.; Li, J.; Zhang, L.; Shi, Y.; Guo, H.; Cheng, J.; et al. Discovery and validation of potential bacterial biomarkers for lung cancer. Am. J. Cancer Res. 2015, 5, 3111–3122.

Azevedo, M.M.; Pina-Vaz, C.; Baltazar, F. Microbes and Cancer: Friends or Faux? Int. J. Mol. Sci. 2020, 21, 3115

Nylander M, Friberg L, Lind B. Mercury concentrations in the human brain and kidneys in relation to exposure from dental amalgam fillings. Swed Dent J. 1987;11(5):179-87. PMID: 3481133.

Kharb S, Sandhu R, Kundu ZS. Fluoride levels and osteosarcoma. South Asian J Cancer. 2012 Oct;1(2):76-7. doi: 10.4103/2278-330X.103717. PMID: 24455518; PMCID: PMC3876610.

Bassin EB, Wypij D, Davis RB, Mittleman MA. Age-specific fluoride exposure in drinking water and osteosarcoma (United States). Cancer Causes Control. 2006 May;17(4):421-8. doi: 10.1007/s10552-005-0500-6. PMID: 16596294.

ALEXANDER MJ. Occurrence of thyroid cancer in San Francisco. N Engl J Med. 1955 Jul 14;253(2):45-51. doi: 10.1056/NEJM195507142530201. PMID: 14394321.

อ่านเพิ่มเติม ย่อเนื้อหา

You May Also Like

Ready To Redefine Your Views On Cancer Treatment?