ประเภทของมะเร็งที่เรารักษา

เรารักษา ‘มะเร็ง’ ทุกประเภท

เราจำแนก ‘ประเภท’ ของมะเร็งต่าง ๆ ออกจากกันตามตำแหน่งที่มะเร็งปรากฏ เช่น มะเร็งปอด มะเร็งเต้านม และมะเร็งสมอง เป็นต้น ในแต่ละตัวอย่างนี้ คำแรกคือ ‘มะเร็ง’ ส่วนคำที่สองคือ ตำแหน่งที่เกิดมะเร็ง ปัจจัยที่นำมาพิจารณาได้ว่ามะเร็งประเภทหนึ่งมีความรุนแรงมากกว่าก็คือตำแหน่ง ตัวอย่างเช่น มะเร็งตับอ่อนต้องเติบโตขึ้นอีกเพียง 1 เซนติเมตรเท่านั้นจึงจะไปถึงอวัยวะอื่นอย่างลำไส้เล็กได้ ลักษณะนี้ทำให้มันเป็นมะเร็งระยะที่ 4 และส่งผลต่อการทำงานของอวัยวะอื่น ในทางกลับกัน มะเร็งลำไส้ใหญ่หรือมะเร็งเต้านมอาจโตขึ้นได้อีกหลายเซนติเมตรก่อนที่จะลุกลามไปยังอวัยวะอื่น นอกจากนี้ยังมีการจำแนก ‘ประเภท’ ของมะเร็ง ตามจุดกำเนิดเอ็มบริโอ ของ “ประเภท” เซลล์มะเร็ง เช่น ซาร์โคมาและคาร์ซิโนมา

ไม่ว่าจะเป็นมะเร็ง “ประเภท” (ตำแหน่ง) ใด ก็ย่อมมีกระบวนการ (ชีววิทยา) แบบเดียวกันที่เป็นลักษณะเฉพาะของ CFC (“มะเร็ง”) เกิดขึ้น

ต่อไปนี้เป็นประเภท CFC ที่พบบ่อยที่สุดซึ่งเราให้การรักษา

มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ
มะเร็งเต้านม
มะเร็งปากมดลูก
มะเร็งลำไส้ใหญ่
มะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรง
มะเร็งศีรษะและคอ
มะเร็งไต
มะเร็งปอด
มะเร็งเม็ดเลือดขาว
มะเร็งต่อมน้ำเหลือง
มะเร็งรังไข่
มะเร็งตับอ่อน
มะเร็งต่อมไทรอยด์

มะเร็งมดลูก
มะเร็งสมอง

โปรดทราบว่าคำแรกนั้นเหมือนกันและมีเพียงคำที่สองเท่านั้นที่แตกต่างกัน ซึ่งก็คือตำแหน่งที่มีการเริ่มต้นกระบวนการปรับตัวทางชีวภาพแบบเดียวกันนี้

รายการนี้ไม่ได้ครอบคลุม “ประเภท” (ตำแหน่งจุดกำเนิด) ของ CFC (มะเร็ง) ทั้งหมด ดังนั้นหากคุณเป็น CFC ‘ประเภท’ หนึ่งที่ไม่พบในรายการข้างต้น โปรดติดต่อเราเพื่อเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับวิธีการที่เรารักษา CFC (“มะเร็ง”) ประเภทเฉพาะของคุณ

หมวดหมู่ทั่วไปทั้งสามของมะเร็ง

ปัจจัยจำแนกความต่างสำหรับหมวดหมู่เหล่านี้คือ “ประเภทย่อย” ของเนื้อเยื่อที่เกิดขึ้น

ซาร์โคมา (sarcoma)

ซาร์โคมากำเนิดจากเนื้อเยื่อมีเซนไคมัล (mesenchymal tissue) ซึ่งเป็นเนื้อเยื่อเอ็มบริโอที่ยังไม่ปรับสภาพประเภทหนึ่งที่ก่อให้เกิดเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน ซึ่งรวมถึงไขมัน กระดูก กล้ามเนื้อ และหลอดเลือด

คาร์ซิโนมา (carcinoma)

คาร์ซิโนมาเริ่มต้นจากเนื้อเยื่อบุผิว (epithelial tissue) ซึ่งพบบนพื้นผิวภายนอกและภายในทั่วร่างกาย คาร์ซิโนมาครอบคลุมไปถึงเนื้อร้ายที่เต้านม ผิวหนัง ลำไส้ใหญ่ ตับอ่อน ต่อมหมวกไต กระเพาะปัสสาวะ ลำไส้ใหญ่และไส้ตรง ตับ ไต และปอด

มะเร็งเม็ดเลือดขาว (leukemia)

มะเร็งเม็ดเลือดขาวเกิดจากเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือดที่พัฒนาได้หลากหลาย (pluripotent hematopoietic stem cell) ของไขกระดูก ซึ่งเป็นเซลล์ที่สามารถปรับสภาพ (เปลี่ยน) เป็นเซลล์เม็ดเลือดชนิดต่าง ๆ ได้ทั้งหมด กล่าวคือ เซลล์เม็ดเลือดแดง (RBC) เซลล์เม็ดเลือดขาว (WBC) และเกล็ดเลือด

มะเร็งต่อมน้ำเหลืองและมะเร็งไขกระดูก (lymphoma and myeloma)

มะเร็งต่อมน้ำเหลืองและมะเร็งไขกระดูกก่อตัวขึ้นในระบบภูมิคุ้มกัน มะเร็งต่อมน้ำเหลืองพัฒนาในต่อมน้ำเหลือง ส่วนมะเร็งไขกระดูกพัฒนาในเซลล์ภูมิคุ้มกันบางส่วนที่เรียกว่า เซลล์พลาสมา มะเร็งต่อมน้ำเหลืองแบ่งออกเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดฮอดจ์กิน (Hodgkin’s) และชนิดนอนฮอดจ์กิน (non-Hodgkin’s) โดยแทบไม่มีกฎเกณฑ์ ซึ่งมีแต่จะสร้างความสับสนในการวิจัยสภาวะเหล่านี้และการค้นหาวิธีที่ดีที่สุดในการ “รักษา” อาการดังกล่าวอย่างเป็นกลาง

มะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดนอนฮอดจ์กินหลายประเภทย่อยไม่มีจุดร่วมกันที่ชัดเจนใด ๆ นอกเหนือจากเรื่องที่ประกอบด้วยเนื้อเยื่อน้ำเหลืองและไม่เข้าเกณฑ์ในการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดฮอดจ์กิน

สรุป

เซลล์ CFC ใช้สิ่งที่เรียกว่า “แอโรบิกไกลโคไลซิส” (วาร์บวร์กเอฟเฟกต์ (Warburg effect)) ต่างจากเซลล์ปกติทั่วไป CFC นั้นหมักน้ำตาลแทนที่จะ ‘เผาผลาญ’ (metabolizing) พวกมันอย่างมีประสิทธิภาพด้วยออกซิเจนภายในออร์แกเนลล์ที่เรียกว่า “ไมโตคอนเดรีย” เมื่อการเปลี่ยนแปลงทางเมตาบอลิซึมเหล่านี้เกิดขึ้น การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างบางอย่างในกายวิภาคของเซลล์ก็ก่อกำเนิดเพื่อทำหน้าที่ใหม่ที่จำเป็น ซึ่งสามารถสังเกตเห็นได้ในการตรวจเนื้อเยื่อด้วยกล้องจุลทรรศน์ (เนื้อเยื่อวิทยา)

ภาวะธำรงดุล (homeostasis) ประกอบด้วยการเปลี่ยนแปลงทางชีวกลศาสตร์ สรีรวิทยา และชีวเคมีทั้งหมดที่ร่างกายต้องดำเนินการเพื่อปรับตัวและรักษาสมดุลหรือ “ความสมบูรณ์ในการทำงาน” กระบวนการปรับตัวนี้สามารถเกิดขึ้นได้ทุกที่ในร่างกาย และตำแหน่งที่เป็นจุดกำเนิด CFC ก็คือ “ชื่อ” ของ ‘มะเร็ง’ และเป็น “ผลการวินิจฉัย” ด้วยเช่นกัน ชัดเจนแล้วว่า “ผลการวินิจฉัย” นั้นเป็นเพียงคำบรรยายจุลกายวิภาคของเนื้องอก

ความหมกมุ่นกับการจำแนกและแบ่งย่อยปรากฏการณ์ที่มีพลวัตได้กักขังโลกแห่งการแพทย์ไว้ในกระบวนทัศน์ที่ไม่สอดคล้องกับธรรมชาติ เพราะว่าธรรมชาตินั้นไม่มีการแบ่งย่อย แต่เป็นปรากฏการณ์เดียวที่สัมพันธ์กันทั้งหมด การแก้ไขบรรเทาสภาวะ “พยาธิวิทยา” (สรีรวิทยาแบบปรับตัว) หรือการรักษาโรคนั้นไม่อาจเกิดขึ้นได้หากไม่ส่งเสริมการทำงานเชิงฟื้นฟูของธรรมชาติซึ่งทำหน้าที่ปรับตัวและซ่อมแซม (รักษา)

แม้จะมีทรัพยากรทางการเงิน ความทุ่มเททางปัญญา และความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีมากมาย ทว่าโลกแห่งการแพทย์แผนปัจจุบันคล้ายจะสนใจเพียงการตั้งชื่อที่แม่นยำมากขึ้นให้กับลักษณะหนึ่งหรือหลายประการในกระบวนการธำรงดุลที่มีพลวัตเหล่านี้ แทนที่จะทำความเข้าใจว่าเหตุใดร่างกายจึงจำเป็นต้องปรับตัวตั้งแต่แรก จากนั้นก็ปรับเปลี่ยนสภาวะแวดล้อมเหล่านั้นเพื่อไม่ให้ต้องมีการปรับตัวอีกต่อไป แล้วจึงจะสามารถสร้างระบบการทำงานของร่างกายที่แข็งแรงขึ้นมาได้อีกครั้ง

“ภาวะธำรงดุล” คือความสามารถในการรักษาระบบการทำงานของร่างกายที่แข็งแรงของสิ่งมีชีวิตทางชีววิทยา กล่าวคือ เสถียรภาพเมื่อเผชิญกับสภาพแวดล้อมภายนอกที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา

เมื่อผู้ป่วยผ่านการตรวจของเหลวในร่างกายและการตรวจทางรังสีวิทยาหลายครั้ง ซึ่งมักรวมถึงกระบวนการผ่าตัดด้วย กลุ่มผู้เชี่ยวชาญก็จะตีความผลลัพธ์ที่ได้

แล้วจึงเปิดเผย… คำตอบที่ทุกคนตามหา…นั่นก็คือ “ผลการวินิจฉัย”

แต่มันก็เป็นเพียงแค่ชื่อโรค ไม่มีอะไรนอกเหนือไปจากนั้น

ชื่อโรคไม่ได้ให้ข้อมูลที่สำคัญที่สุดซึ่งเราจำเป็นต้องรู้ นั่นก็คือ (1) “ฉันได้โรคนี้มาได้อย่างไร” และ (2) “ฉันทำอย่างไรได้บ้างเพื่อรักษาให้หายจากโรคนี้”

เพื่อตอบคำถามเหล่านี้ เราจำเป็นต้องเข้าใจอย่างถ่องแท้เกี่ยวกับชีววิทยาและจุดกำเนิดแรกเริ่มของ CFC (“มะเร็ง”) เมื่อนั้นเราจึงสามารถลงมือทำสิ่งที่จำเป็นเพื่อกำจัดมะเร็งและป้องกันไม่ให้มันเกิดซ้ำอีกได้

อ่านเพิ่มเติม ย่อเนื้อหา

You May Also Like

Ready To Redefine Your Views On Cancer Treatment?