หยุดก่อมะเร็ง

เนื้อหาโดยสรุป

หยุดก่อมะเร็ง

เรื่องที่สำคัญกว่าการกำจัดเซลล์มะเร็งคือการป้องกันไม่ให้กลับมาเป็นมะเร็งซ้ำอีก หลายกรณี มะเร็งก็หายไปได้ด้วยการผ่าตัดเพียงหนึ่งครั้งหรือการฉายรังสีรักษาเพียงชุดเดียว และมีอีกหลายกรณีซึ่งต้องใช้ความพยายามและเวลาอย่างมากในการกำจัดมะเร็งที่มีอยู่ด้วยการผ่าตัด การฉายรังสี ภูมิคุ้มกันบำบัด และเคมีบำบัด กระนั้น หากเราไม่หยุดก่อมะเร็ง มันก็จะกลับมาใหม่

เปรียบเสมือน ถ้าเราถอนวัชพืชออกจากสวนหลังบ้านจนหมด แต่เมล็ดวัชพืชยังปลิวมาลงดิน วัชพืชก็จะเติบโตขึ้นมาอีก หากเรามีเนื้องอกในอวัยวะใด ๆ เช่น เต้านม รังไข่ หรือลำไส้ใหญ่ และเนื้องอกนั้นไม่เติบโตและไม่แพร่กระจายไปยังอวัยวะอื่น เราก็จะใช้ชีวิตได้ตามปกติ ดังนั้น คำถามที่มีต่อแพทย์จึงไม่ใช่ “ฉันจะกำจัดมะเร็งได้อย่างไร” แต่เป็น “ฉันจะหยุดก่อมะเร็งได้อย่างไร”

มีบางสถานการณ์ที่การผ่าตัดหรือการรักษาด้วยเคมีบำบัดหรือการฉายรังสีบางประเภทเป็นขั้นตอนแรกที่จำเป็น ตัวอย่างเช่น เมื่อมี

  • ความเจ็บปวดอย่างรุนแรง
  • มีการรบกวนการทำงานของร่างกายที่สำคัญอย่างถาวร เช่น การหายใจ การรับประทานอาหาร การขับถ่ายอุจจาระ เป็นต้น
  • เนื้องอกอยู่ในสมองและเติบโตอย่างรวดเร็ว หรืออยู่บนกระดูกสันหลัง หรือกำลังจะเบียดกระดูกจนแตก เป็นต้น
  • เช่นนั้น จุดสนใจหลักของการรักษาคือการหยุดมะเร็งไม่ให้ก่อตัว

ผลที่ตามมาของการเพิกเฉยต่อการกำจัดสาเหตุหรือสถานการณ์เริ่มต้นที่เกิดขึ้นตั้งแต่แรกนั้น แสดงให้เห็นโดยข้อเท็จจริงที่ว่า ถึงแม้การรักษาแผนปัจจุบัน เช่น การผ่าตัด เคมีบำบัด รังสีบำบัด และภูมิคุ้มกันบำบัด จะกำจัดเนื้องอกที่มองเห็นได้หมดแล้ว แต่ก็ยังมีการกลับมาเป็นซ้ำอันน่าเศร้าและน่าผิดหวังในอีก 9 เดือน ถึง 18 เดือนต่อมา ดังนั้น ถ้าเราไม่หยุดก่อมะเร็ง ก็ไม่สำคัญเลยว่าแพทย์จะกำจัดมะเร็งได้ดีมากเพียงใดหรือกำจัดมันไปกี่ครั้ง เพราะมะเร็งจะกลับมาอีก

เป็นที่ทราบกันดีในงานวิจัยด้านมะเร็งวิทยาว่า 90% ของการเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งมีสาเหตุมาจากการแพร่กระจาย ไม่ใช่เนื้องอกตำแหน่งแรก

มีองค์ประกอบสี่ประการซึ่งเกี่ยวข้องกับการกลับมาเป็นซ้ำของมะเร็ง

(1) สาเหตุเริ่มต้นยังไม่ถูกกำจัด

(2) เซลล์ต้นกำเนิดมะเร็งที่ยังคงอยู่เมื่อเสร็จสิ้นการรักษาแผนปัจจุบันได้พบตำแหน่งใหม่ให้เติบโตและเพิ่มจำนวนขึ้นอีก

(3) ระบบภูมิคุ้มกันบกพร่องมากจนไม่สามารถทำหน้าที่หลักอย่างหนึ่งของมันซึ่งก็คือการปกป้องร่างกายและป้องกันโรคมะเร็งได้ และ

(4) ความต้องการทางชีวภาพทั้งหมดของร่างกายจะต้องได้รับการตอบสนองโดยให้ร่างกายมีสภาพที่ทำงานได้อย่างเหมาะสม และไม่ก่อให้เกิดสภาพแวดล้อมจุลภาคที่เหมาะสำหรับเซลล์ผิดปกติ

ดังนั้น เพื่อที่จะ “หยุดก่อมะเร็ง” เราจึงต้องขจัดสาเหตุที่อาจก่อมะเร็งได้ทั้งหมดอย่างขันแข็งและเป็นระบบ รวมทั้งกำจัดเซลล์ต้นกำเนิดมะเร็ง และนำระบบภูมิคุ้มกันกลับคืนสู่สมดุลที่สอดประสานกันอย่างดีและมีสมรรถนะที่ดียิ่งขึ้นในการตรวจพบเซลล์ผิดปกติได้อย่างมีประสิทธิภาพตั้งแต่เนิ่น ๆ และกำจัดพวกมันออกไป

การเปลี่ยนจากเซลล์ปกติไปเป็นเซลล์มะเร็งนั้นเกิดขึ้นเมื่อการรวมตัวกันของสารพิษต่าง ๆ ทำให้เซลล์ไม่อาจผลิตพลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยวิธีมาตรฐานทั่วไปในการรวมออกซิเจนเข้ากับกลูโคสในไมโตคอนเดรียของเซลล์ เพื่อผลิตพลังงานที่เพียงพอสำหรับการทำงานของเซลล์ ดังนั้น เซลล์ที่อ่อนแอดังกล่าวจึงต้องปรับเปลี่ยนวิธีการผลิตพลังงาน จากสิ่งที่เรียกว่า ออกซิเดทีฟฟอสโฟรีเลชัน (oxidative phosphorylation) ไปเป็นไกลโคไลซิส (glycolysis) (การหมัก)

การกำจัดสาเหตุ

การใช้ชีวิตอยู่ในศตวรรษที่ 21 ซึ่งมีสารพิษสะสมและความถี่แม่เหล็กไฟฟ้าอย่างล้นหลาม ตลอดจนความเครียดทางจิตใจที่คุกคามชีวิตอย่างต่อเนื่องนั้น ทำให้สิ่งมีชีวิตทางชีวภาพทั้งหลายต้องปรับตัว หรือไม่ก็สูญพันธุ์ไป มนุษย์รวมถึงสิ่งมีชีวิตระดับสูงอื่น ๆ ส่วนใหญ่ต้องการพลังงานจำนวนมหาศาลเพื่อให้ร่างกายทำงานได้ ซึ่งพลังงานนี้ได้มาด้วยวิธีที่มีประสิทธิภาพมากในการเปลี่ยนสารอาหารและก๊าซให้เป็นพลังงานชีวภาพที่ใช้งานได้ ในแต่ละเซลล์นั้นประกอบด้วยออร์แกเนลล์ขนาดเล็กจำนวน 100 ถึง 1,000 ออร์แกเนลล์ซึ่งออกแบบมาเพื่อจุดประสงค์ดังกล่าว และมีชื่อเรียกว่าไมโตคอนเดรีย เพราะว่าต้องใช้ออกซิเจน พวกมันจึงเสี่ยงต่อสารพิษและคลื่นความถี่มากที่สุดเนื่องจากว่าออกซิเจนมีลักษณะเกิดปฏิกิริยาสูง ดังนั้น เมื่ออิทธิพลที่เป็นอันตรายเหล่านี้มาบรรจบกันที่เซลล์ในปริมาณมากพอ เซลล์ก็จะปรับตัวโดยการผลิตพลังงานผ่านกลไกดั้งเดิมที่แตกต่างออกไปซึ่งไม่ต้องการออกซิเจน นั่นก็คือไกลโคไลซิส (การหมัก) เมื่อเซลล์ได้ปรับเปลี่ยนโครงสร้างและการทำงานพื้นฐานเพื่อผลิตพลังงานที่เพียงพอโดยมีหรือไม่มีออกซิเจนได้สำเร็จ เซลล์ก็จะกลายเป็นเซลล์หมักเรื้อรัง (Chronically Fermenting Cell (CFC) การเปลี่ยนจากเซลล์ประเภทหนึ่งไปยังอีกประเภทหนึ่งนั้นเป็นกระบวนการปรับตัวตามธรรมชาติที่เซลล์ดังกล่าวทั้งหมดสามารถทำได้เพื่อให้อยู่รอด อย่างไรก็ตาม เซลล์ชนิดใหม่นี้ซึ่งมีความต้องการเผาผลาญที่ต่างออกไปจะสามารถทำงานได้ในสภาพแวดล้อมที่ต่างกันเท่านั้น อันเนื่องมาจากความต้องการเฉพาะ ดังนั้น มันจึงผลิตสารที่จำเป็นสำหรับตัวเองทว่าส่งผลร้ายต่อเซลล์ปกติ เมื่อเซลล์เหล่านี้สัมผัสกันและพวกมันสัมผัสกับสภาพแวดล้อมจุลภาคนี้ สภาพแวดล้อมดังกล่าวนี้อาจเรียกได้ว่าเป็นซุปทางชีวเคมีหรือ “ดิน” ซึ่งมีองค์ประกอบทั้งหมดที่จำเป็นสำหรับให้เซลล์ต้นกำเนิด CFC “หยั่งราก” และเติบโต

ดังนั้น เพื่อไม่ให้ CFC แพร่กระจายใน ‘ดิน’ หรือสภาพแวดล้อมจุลภาคเหล่านี้จึงต้องคงสภาพเดิมไว้เหมือนกับสภาพแวดล้อมที่จำเป็นสำหรับเซลล์ที่ทำงานได้ดี ไม่ใช่ CFC สารพิษทั้งหมดต้องถูกขจัดออกและต้องป้องกันไม่ให้มีการสัมผัสใหม่ ๆ เท่าที่ทำได้ องค์ประกอบที่เกี่ยวข้องในที่นี้คือ

ทันตกรรมชีวภาพ

  1. การเอกซเรย์ทันตกรรมแบบ cone beam CT 3 มิติและการเอกซเรย์แบบมาตรฐานเพื่อประเมินหาโพรงฟัน คลองรากฟัน และการติดเชื้อที่ซ่อนอยู่อื่น ๆ
  2. การผ่าตัดทางทันตกรรมเพื่อกำจัดฝีและการติดเชื้อออกด้วยเลเซอร์ น้ำโอโซน แล้วจึงฆ่าเชื้อด้วยก๊าซโอโซน
  3. การบูรณะฟัน
  4. การวางลิ้นให้ถูกตำแหน่ง
  5. ข้อต่อขากรรไกร
  6. สุขภาพทางเดินหายใจ … คนส่วนใหญ่มีปัญหาทางเดินหายใจ ซึ่งส่งผลต่อการให้ออกซิเจนในเลือด
  7. การประเมินและฟื้นฟูจุลินทรีย์ในช่องปาก

การบำบัดด้วยการล้างพิษ

  1. การดีท็อกซ์เลือด (Double Filtration Plasma Pheresis-DFPP)
  2. วารีบำบัดลำไส้ใหญ่
  3. การดีท็อกซ์ด้วยน้ำผักผลไม้
  4. การอดอาหารโดยการดื่มน้ำ (เมื่อจำเป็น)
  5. การจับสารชีวพิษ
  6. กรดฟูลวิคและฮิวมิค
  7. การกำจัดพยาธิ
  8. การบำบัดน้ำเหลืองด้วยไฟฟ้า (Electro Lymphatic Therapies (ELT)) และการนวดน้ำเหลืองด้วยตนเอง
  9. การออกกำลังกายด้วยออกซิเจนบำบัด (Exercise with Oxygen Therapy (EWOT))
  10. การทำสมาธิและการฝึกหายใจ

การบำบัดด้วยการเคลื่อนไหว

  1. โยคะ ไทเก็ก และชี่กง
  2. การบำบัดด้วยวิทยาศาสตร์การเคลื่อนไหว…เป็นเวลาอย่างน้อย 10 นาที ทุก 60-90 นาที
  3. เครื่องสั่นกระชับทั่วร่าง
  4. แท่นกระโดด (rebounder)
  5. จักรยานออกกำลังกาย
  6. กระโดดเชือก
  7. กระโดดตบ

อาหารและไลฟ์สไตล์

  1. หลักสูตรการเรียนรู้ด้านสุขภาพของ School of Life ในทุกแง่มุมของการใช้ชีวิตอย่างมีสุขภาพดี ตั้งแต่การนอนหลับ การออกกำลังกาย การลดความเครียด ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล การรับประทานอาหารเพื่อสุขภาพ ตลอดจนการเชื่อมต่อกับธรรมชาติ
  2. เรียนรู้ทุกแง่มุมของการเตรียมอาหารที่อร่อยและดีต่อสุขภาพ ทั้งขนมขบเคี้ยว น้ำผลไม้ สมูทตี้ อาหารตากแห้งหรืออบแห้ง อาหารหมักดอง และอาหารจากเมล็ดงอก

ระบบภูมิคุ้มกัน

ระบบภูมิคุ้มกันประกอบด้วยอวัยวะ ต่อม และท่อน้ำเหลืองหลายส่วน เซลล์ภูมิคุ้มกันทั้งหมดผลิตขึ้นในไขกระดูก ซึ่งเป็นที่ที่ผลิตเซลล์เม็ดเลือดแดงและเกล็ดเลือดด้วย เซลล์ภูมิคุ้มกันนั้นก่อกำเนิดในรูปนิวโทรฟิล, ลิมโฟไซต์, อีโอซิโนฟิล, เบโซฟิล และโมโนไซต์ โมโนไซต์จะไหลเวียนอยู่ในเลือดแล้วเคลื่อนย้ายไปยังเนื้อเยื่อของร่างกายในรูปแมคโครฟาจและเซลล์เดนไดรต์ ซึ่งมีลักษณะเฉพาะในทุกอวัยวะ ลิมโฟไซต์ที่เคลื่อนย้ายไปยังต่อมน้ำเหลืองจะกลายเป็นบีเซลล์ที่ผลิตแอนติบอดี ส่วนพวกที่เคลื่อนย้ายไปยังต่อมไทมัสจะกลายเป็นทีเซลล์ (T4, T8) เซลล์นักฆ่าตามธรรมชาติ (NK) ผลิตขึ้นในไขกระดูกและเคลื่อนย้ายไปยังปอด ตับ ม้าม หรือต่อมไทมัส หรือมดลูกขณะตั้งครรภ์ที่ซึ่งพวกมันเจริญเต็มวัย และพบได้ในตับ มดลูก ม้าม และปอด เช่นเดียวกับในเนื้อเยื่อน้ำเหลืองทุติยภูมิ (Secondary Lymphoid Tissue (SLT)) เนื้อเยื่อน้ำเหลืองที่เกี่ยวข้องกับเยื่อเมือก (Mucosal Associated Lymphoid Tissue (MALT)) และต่อมไทมัส

ระบบภูมิคุ้มกันมีสองลักษณะ นั่นคือภูมิคุ้มกันโดยกำเนิดและภูมิคุ้มกันแบบปรับตัว เซลล์ที่เกี่ยวข้องในระบบโดยกำเนิดนั้นไม่ต้องการความช่วยเหลือเพื่อค้นหาและทำลายเชื้อโรคหรือ CFC ผิดปกติ ในขณะที่เซลล์ภูมิคุ้มกันแบบปรับตัวจะต้องได้รับข้อมูลทางชีวเคมีที่แม่นยำจากเซลล์ภูมิคุ้มกันอื่น ๆ เช่น เซลล์แมคโครฟาจและเซลล์เดนไดรต์ (DC) เพื่อกระตุ้นการทำงาน เมื่อได้รับการกระตุ้นแล้ว พวกมันไม่เพียงแต่สามารถตรวจพบและกำจัดเชื้อโรคหรือ CFC ที่เฉพาะเจาะจงได้เท่านั้น แต่ยังสามารถคงอยู่ในการไหลเวียนในรูปเซลล์หน่วยความจำ ลักษณะนี้เองที่เรียกว่า “การมีภูมิคุ้มกัน” ต่อบางสิ่งเนื่องจากมีการสัมผัสมาก่อนแล้ว

เซลล์ทั้งหมดนั้น “แหวกว่าย” อยู่ในของเหลวนอกเซลล์ (Extracellular Fluid (ECF)) ซึ่งได้มาจากเลือดและมีสารอาหาร ฮอร์โมน เปปไทด์ อิเล็กโทรไลต์ ก๊าซ สารพิษ ฯลฯ ทั้งหมดที่อยู่ในเลือด ยกเว้นเซลล์เม็ดเลือดแดง นอกจากนี้ ECF ยังมีของเสียทั้งหมดที่ยังไม่ถูกกำจัด ECF จะถูกระบายออก 90% โดยหลอดเลือดดำ ซึ่งนำเลือดกลับไปยังหัวใจเพื่อการหมุนเวียนอีกครั้ง และ 10% จะถูกระบายออกโดยท่อน้ำเหลืองไปยังต่อมน้ำเหลือง ซึ่งจะมีการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันหากจำเป็นเนื่องจากมีเชื้อโรคหรือเซลล์ผิดปกติปรากฏ สิ่งที่รออยู่ในต่อมน้ำเหลือง ได้แก่ เซลล์เม็ดเลือดขาว (ลิมโฟไซต์), บีเซลล์, ทีเซลล์, DC, แมคโครฟาจ และพลาสมาเซลล์ (เซลล์ B ที่กระตุ้นแล้ว) ต่อมน้ำเหลืองนั้นเป็นศูนย์ข่าวกรองของระบบภูมิคุ้มกัน และเป็นส่วนที่การตัดสินใจทั้งหมดเกิดขึ้น พร้อมทั้งมีการสื่อสารการตัดสินใจเหล่านั้นกับส่วนอื่น ๆ ของร่างกาย

ม้ามจะกำจัดเชื้อโรคเนื่องจากมีเซลล์ภูมิคุ้มกันอยู่ รวมถึงควบคุมระดับเม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว และเกล็ดเลือดโดยการกรองเซลล์เก่าออก

สภาพแวดล้อมจุลภาคของเนื้องอก (Tumor Microenvironment (TME))

ดังที่กล่าวไว้ก่อนหน้านี้ ลักษณะของสภาพแวดล้อมจุลภาคจะเป็นตัวกำหนดกิจกรรมของเซลล์ในนั้น ดังนั้น สภาพแวดล้อมจุลภาคของเนื้องอกซึ่งมีสภาพเป็นกรดมาก มีออกซิเจนต่ำ และมีสารเคมีจำนวนมากที่ผลิตโดยเซลล์ต่าง ๆ (ไซโตไคน์) จึงส่งผลอย่างรุนแรงต่อเซลล์ของระบบภูมิคุ้มกัน

ตัวอย่างเช่น เมื่อแมคโครฟาจเข้าสู่ TME เพื่อกำจัด CFC มันจะเปลี่ยนไปเป็นแมคโครฟาจที่เกี่ยวข้องกับเนื้องอก (Tumor Associated Macrophage (TAM)) ซึ่งบัดนี้ส่งเสริมการเจริญเติบโตของเนื้องอกและปกป้องมันไว้ เช่นเดียวกับที่เซลล์ DC และเซลล์ NK ถูกปิดการทำงาน และมีการเพิ่มเซลล์ประเภท T4 ขึ้นอย่างมาก ส่งผลให้มีการแบ่งออกเป็นเซลล์ Treg มากขึ้น ซึ่งจะลดความสามารถของเซลล์ T8 ที่กระตุ้นการทำงานแล้วในการทำลาย CFC

โชคดีที่มีวิธีแก้ไขและย้อนกลับผลกระทบของ TME วิธีเหล่านี้ต้องผสานเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตและกิจกรรมในชีวิตประจำวันเพื่อหยุดก่อมะเร็ง

แม้ว่าจะมีการบำบัดรักษาหลายวิธี แต่วิธีหนึ่งในการฟื้นฟู TME ก็คือการใช้เปปไทด์:

  1. ไธโมซินอัลฟ่า 1 (Thymosin alpha 1)
  2. เมเทนเคฟาลิน (Metenkephalin)

เซลล์ต้นกำเนิด CFC

เซลล์ต้นกำเนิด CFC ประกอบด้วยเซลล์ในเนื้องอกระหว่าง 0.5-1.0% และเป็นเซลล์พวกเดียวที่สามารถสร้างเนื้องอกใหม่ได้ (เซลล์แพร่กระจาย) นอกจากนี้ พวกมันยังทนทานต่อทั้งเคมีบำบัดและการฉายรังสี และอันที่จริงแล้ว วิธีมาตรฐานของการรักษาแผนปัจจุบันทั้งสองก็ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าเพิ่มทั้งจำนวนของเซลล์เนื้องอกที่หมุนเวียนและเซลล์ต้นกำเนิด CFC วิธีหนึ่งที่ทำกันคือการแปลงเซลล์ที่เจริญเต็มวัยกลับไปเป็นเซลล์ต้นกำเนิด CFC นอกจากนี้ ทั้งเคมีบำบัดและการฉายรังสียังส่งเสริมการแพร่กระจายของเซลล์ต้นกำเนิด CFC (เมล็ด) จากเนื้องอกตำแหน่งแรก และกระตุ้นให้เกิดสภาพแวดล้อมจุลภาคที่เหมาะสม (ดิน) สำหรับรับเซลล์ต้นกำเนิด CFC นี่จึงอธิบายได้ถึงผลต่อการแพร่กระจายที่ขัดแย้งกันของทั้งเคมีบำบัดและการฉายรังสี

การกำจัดเซลล์ต้นกำเนิด CFC

มีวิธีการรักษามากมายที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารด้านมะเร็งวิทยา ที่ผ่านการตรวจสอบโดยผู้เชี่ยวชาญ สามารถฆ่าเซลล์ต้นกำเนิดของ CFC ได้โดยตรง ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของโปรแกรมการรักษาที่ Oasis Healing Center

โปรแกรมการรักษาโดยครอบคลุมที่จะมีประสิทธิผลอย่างแท้จริงนั้นต้องไม่คำนึงถึงการฟื้นฟูสุขภาพเพียงอย่างเดียว แต่ยังต้องคิดเรื่องการรักษาสุขภาพที่ดีเอาไว้ด้วย เพื่อชีวิตที่มีสุขภาพดีอย่างยืนยาว ดังนั้นจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องจัดการกับกระบวนการที่นำไปสู่การเริ่มต้นและการลุกลามของมะเร็งตั้งแต่แรก มะเร็งมักใช้เวลาหลายปีในการพัฒนา และสาเหตุเบื้องหลังก็คืออาการที่รบกวนการทำงานของร่างกายอย่างเรื้อรังจากหลายแหล่งที่มา

ด้วยการผสมผสานหลายวิธีเข้าด้วยกันนี้ เป้าหมายของเราคือการฟื้นฟูสภาพแวดล้อมทางชีวเคมีของร่างกายให้กลับมาอยู่ในสภาพสมบูรณ์ ซึ่งไม่เอื้อให้มีการพัฒนา CFC วิธีเยียวยารักษาบางประการก็คือแนวทางปฏิบัติตามวิถีชีวิตที่จะมีผลอย่างเป็นรูปธรรมหากนำมาใช้ในชีวิตประจำวัน ด้วยเหตุนี้ เราจึงได้พัฒนาและรวมวิธีต่าง ๆ ดังกล่าวไว้ในโปรแกรม The Oasis School of Life ของเราเพื่อเตรียมให้ท่านใช้ชีวิตที่เหลือต่อจากนี้อย่างมีชีวิตชีวาและมีสุขภาพที่ดี School of Life ของเรานั้นจัดให้มีการศึกษาเรียนรู้และการฝึกอบรมภาคปฏิบัติซึ่งครอบคลุมทุกด้านที่จำเป็นสำหรับชีวิตที่มีสุขภาพดี และแม้กระทั่งหลังกลับจาก Oasis of Healing แล้ว เราก็ยังมอบการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องให้กับทุกท่านด้วย

อ่านเพิ่มเติม ย่อเนื้อหา

You May Also Like

Ready To Redefine Your Views On Cancer Treatment?