เสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน

เนื้อหาโดยสรุป

ระบบภูมิคุ้มกัน

ระบบภูมิคุ้มกันเป็นเครือข่ายป้องกันที่ซับซ้อนเกินความเข้าใจซึ่งประกอบไปด้วยเซลล์หลายล้านล้านเซลล์ รวมทั้งอวัยวะและโปรตีนต่าง ๆ ระบบภูมิคุ้มกันมีอยู่โดยอาศัยเซลล์ของมันในร่างกายบริเวณใดก็ตามที่เกิดภัยคุกคามต่อการอยู่รอด ซึ่งรวมถึงผิวหนัง ไขกระดูก ต่อมไธมัส ท่อน้ำเหลือง ต่อมน้ำเหลือง ระบบทางเดินอาหาร ม้าม และเยื่อเมือกที่เรียงเป็นแนวโพรงและช่องเปิดทั้งหมดจากภายนอกสู่ร่างกาย เซลล์ “ทหาร” ที่ผลิตในไขกระดูกนั้นประกอบด้วยนิวโทรฟิล, ลิมโฟไซต์, อีโอซิโนฟิล, เบโซฟิล และโมโนไซต์ เซลล์เหล่านี้สื่อสารกันโดยการสร้างสารเคมีที่เรียกว่าไซโตไคน์ (cytokine) ซึ่งโดยมากมักมีบทบาทสองประการในการส่งผลต่อการทำงานของเซลล์ภูมิคุ้มกันอื่น ๆ เช่น การสรรหาหรือหยุดการทำงานของเซลล์เหล่านั้น ทั้งยังมีผลโดยตรงต่อเชื้อโรคและ CFC นอกจากนี้ ไซโตไคน์ยังมีบทบาทสำคัญในการเกิดปฏิกิริยาไข้ ซึ่งเป็นลักษณะสำคัญของการเกิดปฏิกิริยาอักเสบเฉียบพลัน ไข้จะทำให้มี “การแลกเปลี่ยนลิมโฟไซต์” (การเคลื่อนที่) เพิ่มมากขึ้น ตลอดจนเพิ่มจำนวนลิมโฟไซต์ที่ผลิตขึ้น และปรับปรุงการทำงานและความเร็วในการเคลื่อนที่ ซึ่งจะช่วยปรับปรุงกระบวนการเฝ้าระวังของระบบภูมิคุ้มกันโดยรวม ไข้ยังปรับเปลี่ยนเซลล์ที่เรียงเป็นแนวหลอดเลือด (เซลล์บุผนังหลอดเลือด) เพื่อให้มีการเคลื่อนย้ายเซลล์ที่ง่ายยิ่งขึ้น รวมถึงปรับเปลี่ยนเซลล์ที่เรียงเป็นแนวต่อมน้ำเหลืองและอวัยวะน้ำเหลืองอื่น ๆ ซึ่งจะช่วยปรับปรุงการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกัน การวิจัยพบว่าการใช้ยาลดไข้ (antipyretic) สามารถเพิ่มอัตราการเสียชีวิตจากไข้หวัดใหญ่ได้ 5%

ระบบภูมิคุ้มกันบกพร่อง

หากระบบภูมิคุ้มกันทำงานได้อย่างเหมาะสม CFC ก็จะไม่สามารถเติบโตหรือแพร่กระจายได้ ดังนั้น การเกิดเนื้องอกจึงหมายความว่าระบบภูมิคุ้มกันไม่สมดุลและ/หรือรับมือไม่ไหวในระดับหนึ่ง อย่างไรก็ตาม สารพิษจำนวนมหาศาลในอากาศ น้ำ อาหาร สิ่งแวดล้อม และ EMF ได้ทำลายเซลล์อย่างต่อเนื่อง พวกมันจึงต้องปรับตัว และเมื่อความเสียหายสะสมนั้นส่งผลต่อไมโตคอนเดรียมากพอ ผลลัพธ์ของการปรับตัวดังกล่าวก็คือ CFC นั่นเอง เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันมีลักษณะไวต่อ EMF เป็นอย่างยิ่ง ดังนั้น เมื่อเรามี 5G แล้วในขณะนี้ ทุกคนจึงต้องพยายามอย่างเต็มที่เพื่อหลีกเลี่ยงการสัมผัส ดำเนินชีวิตและรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ

สภาพแวดล้อมจุลภาคของเนื้องอก (Tumor Microenvironment (TME))

ในขณะที่ CFC ลุกลาม เซลล์ดังกล่าวนี้มีกลยุทธ์มากมายเพื่อหลบเลี่ยงระบบภูมิคุ้มกัน CFC จะทำปฏิกิริยากับสภาพแวดล้อมซึ่งประกอบด้วยไฟโบรบลาสต์ที่ผลิตเนื้อเยื่อค้ำจุน (สโตรมา) และเซลล์ภูมิคุ้มกันที่ควบคุมการเจริญเติบโตและการบุกรุกของเนื้องอกโดยใช้สารเคมีที่เรียกว่า ไซโตไคน์และอินเตอร์ลิวคิน (interleukin) ซึ่งสารหลายชนิดมีฤทธิ์กระตุ้นการอักเสบหรือกดภูมิคุ้มกัน

ในเนื้องอกที่เป็นก้อนหลายชนิดนั้น สโตรมาอาจเป็นมวลเนื้องอกได้มากถึง 90% และประกอบด้วยส่วนประกอบทั้งที่เป็นเซลล์และไม่ใช่เซลล์ ซึ่งรวมถึงคอลลาเจน ไฟโบรบลาสต์ และเซลล์สโตรมัล (ต้นกำเนิด) ชนิดมีเซนไคม์ที่มอบโครงสร้างและทำให้มีการปรับใหม่ เนื้อเยื่อ สโตรมัลที่ปรับใหม่และกระตุ้นการทำงานแล้วนี้เรียกกันว่า เดสโมเพลเซียหรือพังผืด (เนื้อเยื่อแผลเป็น) ซึ่งเพิ่มมวลและความแข็งเพื่อสร้างเปลือกที่ไม่อาจผ่านเข้าไปได้ เซลล์ภูมิคุ้มกันที่พบในเซลล์ภูมิคุ้มกัน TME นั้นมีทั้งแมคโครฟาจ, เซลล์โพลีมอร์โฟนิวเคลียร์, แมสต์เซลล์, เซลล์นักฆ่าตามธรรมชาติ, เซลล์เดนไดรต์ (DC) และลิมโฟไซต์ทีและบี และดังที่กล่าวไว้ เซลล์ที่ไม่เกี่ยวกับภูมิคุ้มกันนั้นได้แก่ เซลล์บุผนังหลอดเลือดและเซลล์สโตรมัล

เซลล์ภูมิคุ้มกันของเนื้องอกมีส่วนสำคัญในการกำหนดชะตาของเนื้องอก ซึ่งรวมถึงการลุกลามและความสามารถในการแพร่กระจาย (metastasize) เซลล์ภูมิคุ้มกันหลากหลายชนิดนี้จะแทรกซึมเข้าไปในเนื้องอก องค์ประกอบและการเรียงตัวของพวกมันภายใน TME จึงสัมพันธ์กับผลลัพธ์ทางคลินิกของผู้ป่วย CFC อย่างใกล้ชิด ประเภทและการทำงานของเซลล์แต่ละชนิดก็มีความเชื่อมโยงอย่างยิ่งกับการทำงานโดยธรรมชาติรวมทั้งโมเลกุลที่พวกมันผลิตขึ้น (เช่น ไซโตไคน์หรือลิแกนด์ที่ยับยั้งการทำงาน) นอกจากนั้นยังมีเซลล์ภูมิคุ้มกันอื่น ๆ เช่น แมคโครฟาจ M2 ที่กระตุ้นเนื้องอก และเซลล์แกรนูโลไซต์และโมโนไซต์ที่ยังไม่เจริญเต็มวัย ซึ่งเรียกว่า เซลล์กดภูมิคุ้มกันที่ได้มาจากไมอีลอยด์ (Myeloid-Derived Suppressor Cells (MDSC)) MDSC นั้นสามารถส่งเสริมการเจริญเติบโตและลุกลามของเนื้องอกผ่านการเร่งการเพิ่มจำนวนของเซลล์สโตรมัล การเติบโตของหลอดเลือดใหม่ และการพัฒนาเมทริกซ์นอกเซลล์ (Extracellular Matrix (ECM)) และสุดท้ายก็ยังเพิ่มความสามารถของเซลล์ในการเคลื่อนย้ายไปยังตำแหน่งอื่นในร่างกาย

นอกจากนี้ เนื่องจาก CFC มีการหมักกลูโคส เซลล์เหล่านี้จึงผลิตกรดแลคติคจำนวนมาก และด้วยเหตุที่หลอดเลือดนั้นอ่อนแอและซับซ้อน เลือดที่ไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของเนื้องอกจึงมักถูกยับยั้ง ส่งผลให้บางบริเวณมีออกซิเจนน้อย (ภาวะขาดออกซิเจน) “ซุป” ทางชีวเคมีรอบ ๆ เนื้องอกนี้ซึ่งเรียกว่า สภาพแวดล้อมจุลภาคของเนื้องอก (TME) ยังรวมถึงเซลล์หลอดเลือดที่เนื้องอกคัดเลือกมาเพื่อรองรับการลุกลามของมัน และไฟโบรบลาสต์ที่หลั่งปัจจัยออกฤทธิ์หลากหลายชนิดเพื่อควบคุมการเกิดเนื้องอก การพัฒนา การแพร่กระจาย และความต้านทาน ทั้งยังปรับเมทริกซ์นอกเซลล์ (ECM) ใหม่ TME ที่มีความเป็นกรดสูงและขาดออกซิเจน (hypoxic) นี้ทำให้เซลล์จำนวนมาก “เปลี่ยนขั้ว” เพื่อรองรับการเติบโตของเนื้องอก ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอลง และปกป้องเนื้องอกจากการบุกรุกของระบบภูมิคุ้มกัน

ทีเซลล์ CD8+ ที่เป็นพิษต่อเซลล์ (cytotoxic CD8+ T cell) จะต้องได้รับการกระตุ้นและแนะนำโดยเซลล์แสดงแอนติเจน เช่น DC และแมคโครฟาจ และถึงแม้จะเข้าใจกันว่าปฏิกิริยาเหล่านี้เกิดขึ้นในต่อมน้ำเหลือง แต่ตอนนี้ก็ชัดเจนแล้วว่ายังสามารถเกิดขึ้นได้ภายในหรือถัดจากเนื้องอก ในสิ่งที่ปัจจุบันเรียกว่า โครงสร้างน้ำเหลืองตติยภูมิ ทีลิมโฟไซต์ CD4+ (Tregs) ที่ควบคุมจะหลั่งโมเลกุลกดภูมิคุ้มกัน (เช่น IL-10, อะดีโนซีน) ซึ่งยับยั้งความสามารถฆ่าเซลล์หรือความเป็นพิษต่อเซลล์ของเซลล์ CD8+ และ DC หรือแมคโครฟาจได้โดยตรง

แมคโครฟาจ M1 จะผลิตอนุมูลอิสระและไซโตไคน์ที่กระตุ้นการอักเสบ (สารเคมีในเซลล์) เช่น อินเตอร์เฟียรอน (IFN)-γ, ทูเมอร์เนโครซิสแฟกเตอร์ (TNF)-α, อินเตอร์ลิวคิน (IL)-2 และ IL-1β ซึ่งแต่ละตัวมีบทบาทสำคัญในการฆ่าเซลล์เนื้องอก ในขณะที่แมคโครฟาจ M2 จะผลิตไซโตไคน์ที่ต้านการอักเสบ เช่น IL-10 และทูเมอร์โกรทแฟกเตอร์ (TGF)-β ซึ่งส่งเสริมการเจริญเติบโตและลุกลามของเนื้องอก แมคโครฟาจ M2 เหล่านี้ยังเร่งการเติบโตของหลอดเลือดใหม่ (angiogenesis) รวมถึงปล่อยโกรทแฟกเตอร์ (growth factor) และสิ่งคัดหลั่งลุกลามโดยกลุ่มเอนไซม์ที่เรียกว่า เมทริกซ์เมทัลโลโปรติเนส (Matrix Metalloproteinases (MMP)) TME เป็นสภาพแวดล้อมชนิดที่ทำให้แมคโครฟาจ M1 กลายเป็น M2 แท้ที่จริงแล้วแค่มีการค้นพบ TAM ใน TME ก็บ่งชี้ได้ถึงคำพยากรณ์โรคที่ไม่ดี

ผลพวงอีกประการหนึ่งของ TME ต่อเซลล์ภูมิคุ้มกันที่เรียกว่า T4 (CD4) ก็คือ CD4 สามารถกลายเป็นเซลล์ทีเฮลเปอร์ (T helper cell), เซลล์ T17 และเซลล์ Treg เซลล์ทีควบคุม (Treg) นี้คือเซลล์ CD4 ที่ลดประสิทธิภาพของเซลล์ CD8+ ที่กระตุ้นการทำงานแล้ว (ทีเซลล์ที่เป็นพิษต่อเซลล์) ซึ่งเป็นหน้าที่จำเป็นของระบบภูมิคุ้มกันเพื่อให้แน่ใจว่าการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันจะไม่ทำเกินกว่าหน้าที่จนทำลายเซลล์ที่มีสุขภาพดี CFC จะใช้ประโยชน์จากสิ่งนี้เมื่อสร้างไซโตไคน์ที่เพิ่มจำนวนเซลล์ Treg แล้วจากนั้น ทีเซลล์ที่เป็นพิษต่อเซลล์จะถูกยับยั้งการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ ใน CFC จำนวนมากนั้น จำนวนของนิวโทรฟิลที่เกี่ยวข้องกับเนื้องอก (Tumor Associated Neutrophil (TAN)) ยังสัมพันธ์กับการพยากรณ์โรคที่ไม่ดี และยังสามารถนำอัตราส่วนของนิวโทรฟิลต่อลิมโฟไซต์ (NLR) ในเลือดมาใช้เพื่อประเมินความก้าวหน้าในการรักษาได้ งานวิจัยหลายชิ้นพบว่า อัตราส่วนของนิวโทรฟิลต่อลิมโฟไซต์ที่มากกว่า 1.67 (NLR > 1.67) มีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นบริเวณเต้านมและตำแหน่ง CFC อื่น ๆ

ดังนั้น ความท้าทายจึงเป็นการปรับเปลี่ยน TME เพื่อย้อนกลับความเปลี่ยนแปลงไม่พึงประสงค์ที่เกิดขึ้นกับเซลล์ภูมิคุ้มกัน แน่นอนว่าการชะล้างสารพิษและวิถีชีวิตที่ดีต่อสุขภาพ ตามที่อธิบายไว้ในบทความ “หยุดก่อมะเร็ง” นั้นต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด แต่นอกจากนี้ยังมีมาตรการบางอย่างที่พบว่ามีประสิทธิผล และผลลัพธ์เหล่านี้ก็ได้ตีพิมพ์ในวารสารที่มีการทบทวนโดยผู้ทรงคุณวุฒิ

มะเร็งวิทยาแผนปัจจุบันได้พัฒนาสิ่งที่เรียกว่า การบำบัดรักษามะเร็งด้วยระบบภูมิคุ้มกัน (onco-immunology therapy) โดยมีจุดประสงค์เพื่อขัดขวางกระบวนการกดภูมิคุ้มกันและเข้าควบคุมให้ระบบภูมิคุ้มกันมุ่งเป้าไปยัง CFC แม้ว่าการรักษา CFC ด้วยวิธีเหล่านี้จะประสบความสำเร็จอยู่บ้าง แต่ผลดังกล่าวมักมีระยะสั้นและไม่ได้ผลในท้ายที่สุดเมื่อ CFC พัฒนา “ความต้านทานได้มา” ขึ้นแล้ว การบำบัดแผนปัจจุบันนี้เรียกว่า “ยายับยั้งการทำงานที่เช็คพอยต์ (check point inhibitor)” เพราะว่าเซลล์เนื้องอกบางชนิดได้พัฒนาความสามารถในการจับกับทีเซลล์และขัดขวางไม่ให้ฆ่าเซลล์เนื้องอก ฉะนั้นสารเหล่านี้จึงขัดขวางไม่ให้สิ่งนั้นเกิดขึ้นโดยการจับกับทีเซลล์หรือไม่ก็ตัวรับบน CFC เพื่อให้ทีเซลล์ไม่ถูกยับยั้งและสามารถกำจัด CFC ได้

ในปี 1984 มีการค้นพบแอนติเจนที่เกี่ยวข้องกับทีลิมโฟไซต์ที่เป็นพิษต่อเซลล์ 4′ (Cytotoxic T Lymphocyte-associated Antigen 4’ (CTLA-4)) ซึ่งขัดขวางไม่ให้ทีลิมโฟไซต์ทำหน้าที่ฆ่า CFC และในปี 1995 นักวิจัยสองทีมได้ค้นพบประเด็นเดียวกัน นั่นคือพวกเขาสามารถผลิตโมโนโคลนอลแอนติบอดี (Monoclonal antibody (Mab)) เพื่อขัดขวาง CTLA-4

ขั้นต่อไปในสาขาที่เพิ่งก่อตัวขึ้นนี้คือการค้นพบ ตัวรับการตายที่วางโปรแกรมไว้ (Program Death Receptor (PD1)) และลิแกนด์ของตัวรับการตายที่วางโปรแกรมไว้ (Program Death Receptor Ligand (PDL1)) ตัวรับ PD-1 บนทีเซลล์นั้นถูกจับโดยลิแกนด์ PDL-1 บนทีเซลล์ จึงได้ปิดการทำงานเป็นกลยุทธ์ป้องกัน ดังนั้น การขัดขวางสิ่งใดสิ่งหนึ่งจึงป้องกันไม่ให้มีปฏิกิริยาเกิดขึ้น และทีเซลล์ก็จะสามารถทำงานได้

กระบวนการนี้มีปัญหาบางประการ เช่น ถ้าเนื้องอกนั้นไม่ได้ล้อมรอบด้วยทีเซลล์ที่กระตุ้นการทำงานแล้ว (เนื้องอก “เย็น”) ก็จะไม่เกิดผลใด ๆ แต่มีการพบว่ายาบางชนิดอาจทำให้เนื้องอกเปลี่ยนเป็นเนื้องอก “ร้อน” ได้โดยการกระตุ้นให้ทีเซลล์มาล้อมรอบเนื้องอกที่พร้อมจะ “ต่อสู้” ยาดังกล่าวตัวหนึ่งคือ ไอเวอร์เมคติน (ivermectin) อย่างไรก็ตาม ผลที่ได้คือการมีชีวิตรอดนานขึ้นเพียงไม่กี่เดือนเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม ยังมีวิธีการอีกหลายอย่างนอกเหนือจากการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิต ซึ่งรวมถึงการทำสมาธิ ที่ปรับเปลี่ยน TME ได้เพื่อให้สามารถย้อนกลับการเปลี่ยนแปลงอันตรายทั้งหลายที่เกิดขึ้นในการทำงานของเซลล์ภูมิคุ้มกันใน TME

การบำบัดรักษามะเร็งด้วยระบบภูมิคุ้มกันที่เราใช้จะไม่รบกวนกระบวนการทางธรรมชาติหรือพยายามสั่งให้ระบบภูมิคุ้มกันไปในทิศทางใดทิศทางหนึ่ง แต่จะย้อนกลับผลเชิงลบที่เกิดจาก TME และช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันตื่นขึ้นเองตามธรรมชาติ

สารและวิธีการบางอย่างที่เราใช้:

  1. IL-2
  2. GcMAF
  3. TA1
  4. Methionine Enkephalin
  5. การบำบัดด้วยไฮเปอร์เธอร์เมียทั้งระบบ (Systemic hyperthermia)

การทำสมาธิและระบบภูมิคุ้มกัน

ผลของการทำสมาธิต่อระบบภูมิคุ้มกันได้รับการศึกษาอย่างกว้างขวางและตีพิมพ์ในวารสารที่มีการทบทวนโดยผู้ทรงคุณวุฒิ การทำสมาธิประกอบด้วยรูปแบบต่าง ๆ มากมาย แต่พื้นฐานคือการปิดความคิดและจิตใจเพื่ออยู่กับปัจจุบันขณะ

การคิดเป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ เนื้อหาของความคิดจึงไม่อยู่ภายใต้การควบคุม ทุกคนย่อมประสบกับความคิดหลากหลายที่แปรเปลี่ยนไปตลอดทั้งวันและเกือบตลอดทั้งคืน มีเพียงช่วงหลับลึก (คลื่นเดลต้า) เท่านั้นที่ความคิดจะหยุดลง ความฝันสัมพันธ์กับคลื่นทีต้า และคล้ายกันมากกับประสบการณ์ที่ได้เมื่อเคลื่อนไหวซ้ำ ๆ เป็นเวลานาน อย่างการวิ่งหรือขี่จักรยาน ซึ่งเป็นสภาวะที่มีการมองเห็นความคิด แต่ว่าไม่ได้ใส่ใจหรือคิดวิเคราะห์จริง ๆ

จิต 90% โดยประมาณคือจิตใต้สำนึก ดังนั้นจิตมีสำนึกของเราจึงไม่อาจเข้าถึงมันได้ นักจิตวิทยายังพบอีกว่าความคิดมนุษย์ 80% เป็นเรื่องเชิงลบ ปัญหาคือระบบภูมิคุ้มกันนับว่าเป็น “เงาของจิต” ด้วยเหตุนี้ ความคิดเชิงลบทั้งหมดจึงมีผลกดทับระบบภูมิคุ้มกันโดยตรง

งานวิจัยที่ตีพิมพ์เกี่ยวกับผลที่วัดได้ของการทำสมาธิต่อระบบภูมิคุ้มกันแสดงให้เห็นว่า เมื่อมนุษย์เราปิดความคิดและจิตใจ ก็เหมือนกับการได้หยุดกดเบรกที่กดระบบภูมิคุ้มกันไว้ เซลล์นักฆ่าตามธรรมชาติ (NK) จะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญและมีการก่อขั้วเข้าสู่ระบบการทำงานแบบ Th1 (แทนที่จะเป็น Th2) ซึ่งจำเป็นต่อการกำจัด CFC นอกจากนี้ ยังมีระดับลิมโฟไซต์ CD3+CD4-CD8+ (เซลล์ T8 ที่กระตุ้นการทำงานแล้ว) และบีลิมโฟไซต์ที่เพิ่มสูงขึ้น ในขณะที่ผู้ไม่ฝึกสมาธิได้รับผลตรงกันข้าม

ดังนั้น การฝึกทำสมาธิอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอโดยมีเป้าหมายที่บรรลุได้ เช่น ทำสมาธิรอบละสองนาที ห้ารอบต่อวัน จึงทำให้เราพัฒนาความสามารถในการปิดความคิดและจิตใจได้เมื่อจำเป็น เพื่อหลีกเลี่ยงความรู้สึกและความคิดเชิงลบ นอกจากนี้ การกำหนดเวลาทำสมาธิเป็นประจำตลอดทั้งวันยังช่วยกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันเป็นการชั่วคราวได้อีกด้วย

อ่านเพิ่มเติม ย่อเนื้อหา

You May Also Like

Ready To Redefine Your Views On Cancer Treatment?